ลูกปืนฝาเหล็ก (Z) กับฝายาง (RS) ต่างกันยังไง?
ตลับลูกปืนวิธีการออกแบบหรือผลิตที่แตกต่างกันเพื่อให้ผู้ใช้งานนำไปใช้ตลับลูกปืนตามสภาพแวดล้อมหรือความต้องการที่แตกต่างกัน
ซึ่ง 1 ในคำถามยอดฮิตก็คือแล้วลูกปืนฝาเหล็ก (Z) กับฝายาง (RS) แตกต่างกันอย่างไร?
ตลับลูกปืนฝายาง หรือลูกปืนที่มีรหัสต่อท้ายเป็น "RS หรือ 2RS" สามารถทำงานภายใต้สภาพวะที่มีความชื้นหรือฝุ่นผงได้ดีกว่าฝาเหล็ก แต่ตลับลูกปืนฝาเหล็ก หรือลูกปืนที่มีรหัสต่อท้ายเป็น "Z หรือ 2Z" สามารถทำความเร็วรอบได้สูงกว่า แต่ไม่สามารถป้องกันความชื้นได้ดีเท่าแบบฝายาง อย่างไรก็ตามมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุณหภูมิหรือการบำรุงรักษาต่างๆ

ตลับลูกปืนสองชนิดนี้เป็นตลับลูกปืน "Maintainence Free" คือตลับลูกปืนที่ไม่จำเป็นต้องเติมสารหล่อลื่นเพิ่มเติม หลังการสั่งซื้อสามารถนำมาใช้ได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องเติมสารหล่อลื่นจนอายุการใช้งานของมันหมดไปโดยธรรมชาติ
1. วัสดุ:
- ลูกปืนฝาเหล็ก: (ฝาเหล็ก) แบริ่งที่มีการป้องกันด้วยการปิดทั้งสองข้างด้วยสแตนเลสหรือโลหะชนิดอื่น ๆ โดยทั่วไปเป็นสแตนเลสหรือสแตนเลสตันเล็ก ๆ ซึ่งถูกติดตั้งที่วงนอกของแบริ่ง เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นอุปสรรคทางกายภาพเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกไม่ให้เข้าสู่แบริ่ง
- ลูกปืนฝายาง: (ซีลยาง) แบริ่งที่มีการป้องกันด้วยซีลยางที่ติดตั้งทั้งสองข้างของแบริ่ง เหล่านี้มีการป้องกันเชิงกันสนิทและชั้นเชิงกันสกปรกที่ดี ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้ยางสังเคราะห์เช่นไนทริลหรือวิทอน ที่มีหน้าที่สร้างการปิดสนิทเพื่อป้องกันสิ่งสกปรก
2. การป้องกันสิ่งสกปรก
- ลูกปืนฝาเหล็ก: (ป้องกันฝุ่นผง) แบริ่งที่มีการปิดมีการป้องกันสิ่งสกปรกในระดับปานกลาง เช่น ฝุ่น ความสกปรกและความชื้น การปิดโลหะสามารถป้องกันสิ่งสกปรกบางส่วนได้ แต่อาจมีการเข้าสู่แบริ่งได้บ้าง
- ลูกปืนฝายาง: (ป้องกันความชื้น กักเก็บจารบีได้ดีกว่า) แบริ่งที่มีการป้องกันด้วยซีลยางให้ความปลอดภัยสูงกว่า สภาพซีลยางสามารถปิดรั้วแบบแน่นหนาที่สุดรอบแบริ่ง ป้องกันสิ่งสกปรกส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าสู่ได้ ลดความเสียหายหรือความเสียหายก่อนเวลาได้
3. แรงเสียดทาน:
- ลูกปืนฝาเหล็ก: (ไม่มีแรงเสียดทาน) แบริ่งฝากเหล็กจะไม่มีการเสียดเสียของฝากับตัวรางวิ่ง ทำให้สามารถทำความเร็วรอบได้อย่างเต็มที่
- ลูกปืนฝายาง: (มีแรงเสียดทานเล็กน้อย ทำความเร็วรอบได้ต่ำกว่า) แบริ่งฝาซีลยางจะมีแรงเสียดทานที่เกิดจากตัวเนื้อซีลยางจะแนบเข้ากับรางวิ่ง ทำให้ทำความเร็วรอบได้ไม่จัดเท่าฝาเหล็ก
4. การบำรุงรักษา:
- ลูกปืนฝายาง & ลูกปืนฝาเหล็ก: (Maintainence Free) แบริ่งที่มีฝาปิดไม่ว่าจะเป็นทั้งแบบฝายางหรือฝาเหล็ก ถือว่าเป็นแบริ่งจำพวก Maintainence-Free หรือเป็นแบริ่งที่ไม่จำเป็นต้องเติมจารบีเพิ่ม เพราะในตัวแบริ่งจะมีจารบีที่เติมมาจากโรงงาน SKF อยู่แล้ว และได้คำนวณอายุการใช้งานต่อจารบีที่เติมมาอย่างเหมาะสมแล้ว
5. อุณหภูมิและสภาพแวดล้อม:
- ลูกปืนฝาเหล็ก: (ทนอุณหภูมิการทำงานได้สูงกว่า) แบริ่งที่ปิดสามารถทนอุณหภูมิการทำงานที่สูงกว่าแบริ่งที่ปิดด้วยซีลยาง ซีลโลหะมีความทนทานต่อความร้อนสูงและสามารถทนอุณหภูมิสูงขึ้นได้โดยไม่เสื่อมลง
- ลูกปืนฝายาง: (ทนอุณหภูมิการทำงานได้ต่ำกว่า) แบริ่งที่ปิดด้วยซีลยางเหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการการปิดสนิทที่ดีกว่าเพื่อป้องกันความชื้นและของเหลว แบริ่งเหล่านี้ให้ความป้องกันที่ดีกว่าในการป้องกันน้ำหรือของเหลวเช่นน้ำ
หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามเรามาได้ที่:
ลูกปืนรังทองเหลือง VS รังเหล็ก อย่างไหนดีกว่า?
รังของตลับลูกปืนมีหน้าที่สำคัญที่การประคองตลับลูกปืนให้อยู่ในระยะห่างที่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม รังของตลับลูกปืนนั้นมีผลกับการทำงานของเครื่องจักรค่อนข้างสูง เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำหนักหรือการป้องกันการกัดกล่อนต่าง ๆ แม้กระทั่งความทนทานแข็งแรง การเลือกใช้รังที่ถูกต้องนั้นส่งผลให้อายุการใช้งานของตลับลูกปืนยาวนานขึ้น
ลูกปืน รังทองเหลืองหรือรังเหล็ก อย่างไหนดีกว่า?
รังทองเหลืองสามารถทนการกัดกล่อนได้ดีกว่าและรับความเร็วรอบได้ดีกว่ารังเหล็ก แต่รังเหล็กนั้นมีน้ำหนักที่เบาและความทนทานแข็งแรงกว่า อย่างไรก็ตามรังทั้งสองนั้นมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปจึงควรพิจรณาให้ครบทุกมุมองค์ประกอบ
อ่านเพิ่มเติม: รังลูกปืนคืออะไร? มีกี่ชนิด?
ตลับลูกปืนรังทองเหลือง (Brass Cage) และรังลูกปืนเหล็ก (Steel Cage) เป็นส่วนสำคัญของลูกปืนที่ใช้ในการประคองเม็ดลูกกลิ้งภายในตลับลูกปืนโดยมีความแตกต่างกันดังนี้:
1. วัสดุ:
- ตลับลูกปืนรังทองเหลือง: มักใช้วัสดุทองเหลืองหรือสังกะสีในการผลิตรังลูกปืน เนื่องจากมีความทนทานต่อการกัดกร่อนและความร้อนได้ดี สามารถใช้งานในสภาวะที่มีอุณหภูมิสูงได้
- รังลูกปืนเหล็ก: ทำจากเหล็กหรือเหล็กกล้าที่มีความแข็งแรง และทนทานต่อแรงกด สามารถใช้งานในสภาวะที่มีการติดต่อแรงกดหรือการเปิดปิดบ่อยๆ ได้
2. ความเร็วการหมุน:
- ตลับลูกปืนรังทองเหลือง: มีน้ำหนักเบากว่ารังลูกปืนเหล็ก ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการความเร็วในการหมุนสูง เนื่องจากลดแรงเสียดทานและการสั่นสะเทือน
- รังลูกปืนเหล็ก: มีความแข็งแรงมากกว่าตลับลูกปืนรังทองเหลือง ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการความแข็งแรงและการรับแรงกระทำ เช่น ในเครื่องจักรที่มีการทำงานที่หนักหรือการใช้งานที่ต้องรับแรงกระแทกมาก
3. อุณหภูมิการทำงาน:
- ตลับลูกปืนรังทองเหลือง: สามารถทนความร้อนได้สูงถึง 250°C
- รังลูกปืนเหล็ก: สามารถทนความร้อนได้สูงถึง 300°C
4. ราคา:
- ตลับลูกปืนรังทองเหลือง: มีราคาที่สูงกว่ารังลูกปืนเหล็ก เนื่องจากการผลิตและวัสดุที่ใช้มีต้นทุนสูงกว่า
- รังลูกปืนเหล็ก: มีราคาที่สูงต่ำกว่าตลับลูกปืนรังทองเหลือง เนื่องจากเป็นวัสดุที่ผลิตและใช้งานได้ง่ายและราคาต่ำกว่า
ข้อเสียย่อยๆ ของรังทองเหลือง: เศษวัสดุแข็งอาจะฝังตัวในเบ้ารัง ทำให้ตลับลูกปืนเกิดความเสียหายก่อนวัยอันควรได้
การเลือกใช้ตลับลูกปืนรังทองเหลืองหรือรังลูกปืนเหล็ก ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและสภาวะการใช้งานของเครื่องจักรของคุณ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ผลิตลูกปืนเพื่อให้คำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับการใช้งานของคุณ
ลูกปืน C3 bearing C3 คืออะไร? ต่างกับไม่ C3 อย่างไร?
ในวงการอุตสาหกรรมลูกปืนเป็นส่วนสำคัญของเครื่องจักรทั้งหมด ในหมวดของลูกปืน ลูกปืน C3 เป็นลูกปืนที่มีการออกแบบเฉพาะเพื่อรองรับการขยายตัวของเม็ดลูกกลิ้งในขณะทำงานภายใต้ความร้อน ซึ่งจะช่วยให้สามารถทำงานได้ด้วยความเร็วและอุณหภูมิสูงกว่าได้เมื่อเทียบกับลูกปืนที่ไม่ใช่ C3
ลูกปืน C3 ต่างกับธรรมดายังไง?
ลูกปืน C3 คือลูกปืนที่มีค่าช่องว่างภายในสูงกว่าปกติ เพื่อรองรับ ความเร็วรอบการทำงานที่สูง อุณหถูมิการทำงานที่สูงถึง 70 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตามหากนำไปใช้กับงานที่ไม่ได้ทำงานในสภาวะที่ร้อนเพียงพอ อาจจะส่งผลเสียแทน
ถ้าสภาวะการใช้งานไม่เกิน 70 องศาเซลเซียส อาจจะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนมากกว่าปกติ ดังนั้นควรเลือกใช้ลูกปืนที่เหมาะสมกับสภาวะการใช้งาน เพื่อให้การทำงานเป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ค่าช่องว่างของลูกปืน C3 คือค่าช่องว่างระหว่างวงแหวนวงในวงวงแหวนวงนอกและลูกกลิ้ง ที่กว้างกว่าปกติ เพื่อรองรับการขยายตัวของเม็ดลูกกลิ้งเมื่อต้องทำงานภายใต้อุณหภูมิที่สูงขึ้น
ประเภทเครื่องจักรที่อาจจะเหมาะกับ ลูกปืน C3
- เครื่องจักรเชิงเนื้อที่: เช่น เครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมเหล็ก โรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องจักรที่มีการผลิตที่มีอุณหภูมิสูง เช่น เตาอบหรือเตาที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งลูกปืน C3 จะช่วยให้ระบบหมุนในเครื่องจักรเหล่านี้ทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูง
- เครื่องจักรอุตสาหกรรมที่ใช้ในสภาวะอุณหภูมิสูง: เช่น เครื่องทำความร้อน อุตสาหกรรมปิโตรเลียม หรือโรงไฟฟ้าที่มีเครื่องยนต์ที่ต้องการการระบายความร้อนอย่างมาก ลูกปืน C3 ช่วยลดแรงเสียดทานจากความร้อนและเผาผลาญที่เกิดจากสภาวะอุณหภูมิสูง
- เครื่องจักรที่มีความต้องการความเร็วในการหมุนสูง: เช่น เครื่องจักรในอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหรือการผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะเครื่องยนต์หรือตะกั่วที่มีการหมุนด้วยความเร็วสูง ลูกปืน C3 ช่วยให้สามารถรองรับการหมุนเร็วได้ตลอดเวลาโดยไม่เกิดการสั่นสะเทือนที่ไม่พึงประสงค์
ลูกปืน C3 เป็นลูกปืนที่มีการออกแบบพิเศษค่าช่องว่างภายในกว้างขึ้น ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการความเร็วและอุณหภูมิสูง อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาเงื่อนไขและสภาวะการทำงานที่แนะนำเพื่อให้การใช้งานเป็นไปตามเป้าหมาย คำแนะนำในการเลือกใช้ลูกปืนที่เหมาะสมอาจช่วยให้เครื่องจักรในอุตสาหกรรมมีประสิทธิภาพและความยาวนานที่สุด
โรงแป้งมัน กระบวนการผลิตทั้งหมด (9 โรงแป้งที่ใหญ่ที่สุดในไทย)
แป้งมันสำปะหลังเป็นส่วนผสมอเนกประสงค์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมอาหาร สิ่งทอ และอุตสาหกรรม การผลิตแป้งมันสำปะหลังมีขั้นตอนกระบวนการที่ซับซ้อนภายในโรงสีเฉพาะ
ในบทความนี้ เราจะให้คำแนะนำทีละขั้นตอนโดยละเอียดเกี่ยวกับการผลิตแป้งมันสำปะหลัง โดยเน้นที่ขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เราจะสำรวจบทบาทที่สำคัญของตลับลูกปืนเม็ดกลมในการประกันการทำงานที่ราบรื่นของเครื่องจักรภายในโรงงานแป้งมันสำปะหลัง
สารบัญ
4 ขั้นตอนกระบวนการผลิตของโรงแป้งมัน
1. การเตรียมวัตถุดิบ (Raw Material Preparation)
ขั้นตอนแรกในการผลิตแป้งมันสำปะหลังคือการเตรียมวัตถุดิบ ซึ่งหลัก ๆ คือ หัวมันสำปะหลัง นี่คือภาพรวมของกระบวนการ:
- การเก็บเกี่ยว (Harvesting): ต้นมันสำปะหลังที่แก่เต็มที่จะถูกเก็บเกี่ยวด้วยมือหรือเครื่องจักร เพื่อให้มั่นใจว่ารากนั้นแข็งแรงและปราศจากโรค
- การทำความสะอาดและการล้าง (Cleaning and Washing): หัวมันสำปะหลังที่เก็บเกี่ยวจะได้รับการทำความสะอาดอย่างทั่วถึงเพื่อขจัดสิ่งสกปรก หิน และสิ่งสกปรกอื่นๆ จากนั้นจึงนำไปล้างเพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อนที่พื้นผิว
- การปอก (Peeling): ลอกเปลือกนอกของหัวมันสำปะหลังออกด้วยตนเองหรือใช้เครื่องปอก โดยเหลือเนื้อสีขาวสะอาดไว้
2. การสกัดและการแยก (Extraction and Separation)
เมื่อเตรียมหัวมันสำปะหลังแล้ว กระบวนการสกัดแป้งจะเริ่มขึ้น สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแป้งออกจากส่วนประกอบที่เป็นเส้นใยของมันสำปะหลัง ขั้นตอนประกอบด้วย:
- การขูด (Rasping): หัวมันสำปะหลังที่ปอกแล้วจะถูกขูดหรือขูดให้เป็นเนื้อละเอียดโดยใช้เครื่องจักรพิเศษ สิ่งนี้จะสร้างสารละลายที่ประกอบด้วยเนื้อมันสำปะหลังและน้ำ
- การแยกแป้งกับน้ำ (Starch-Water Separation): สารละลายจะผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการแยกแป้งกับน้ำ มันเกี่ยวข้องกับการร่อนหรือการหมุนเหวี่ยงเพื่อแยกแป้งออกจากกากเส้นใย แป้งจะตกตะกอนที่ด้านล่างในขณะที่ส่วนประกอบที่เป็นเส้น ๆ จะถูกลบออก
- การแยกทรายและแยกน้ำออก (Desanding and Dewatering): สารละลายแป้งผ่านกระบวนการแยกทรายเพื่อขจัดทรายและสิ่งสกปรกหนักอื่นๆ ต่อจากนั้นจึงใช้เทคนิคการแยกน้ำออก เช่น การร่อนหรือการหมุนเหวี่ยงเพื่อลดปริมาณน้ำของแป้ง
3. การทำให้บริสุทธิ์และการกลั่น (Purification and Refining)
หลังจากขั้นตอนการแยกแป้งแล้ว แป้งจะผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์และกลั่นเพื่อเพิ่มคุณภาพและความบริสุทธิ์ ขั้นตอนประกอบด้วย:
- การล้างและการตกตะกอน (Washing and Sedimentation): แป้งผ่านการล้างซ้ำด้วยน้ำเพื่อขจัดสิ่งเจือปนที่ตกค้าง จากนั้นทิ้งไว้ให้ตกตะกอน ปล่อยให้แป้งตกตะกอนที่ด้านล่าง
- การกัดแบบเปียกและการกำจัดเส้นใย (Wet Milling and Fiber Removal): เทคนิคการกัดแบบเปียกใช้เพื่อทำลายอนุภาคแป้งเพิ่มเติมและขจัดเส้นใยที่ตกค้าง ส่งผลให้เกิดการระงับแป้งที่ละเอียดขึ้น
- ความเข้มข้นและการทำให้แห้ง (Concentration and Drying): สารแขวนลอยแป้งมีความเข้มข้นโดยใช้วิธีการระเหยเพื่อลดปริมาณน้ำ จากนั้นแป้งเข้มข้นจะถูกทำให้แห้งโดยใช้วิธีการเช่นการทำให้แห้งแบบแฟลชหรือการทำให้แห้งด้วยลมร้อน เพื่อเปลี่ยนรูปแบบแป้งให้เป็นแบบผง
4. บรรจุภัณฑ์และการจัดเก็บ (Packaging and Storage)
เมื่อแปรรูปแป้งมันสำปะหลังเสร็จแล้วก็พร้อมบรรจุและจัดเก็บก่อนจำหน่าย ขั้นตอนสำคัญในขั้นตอนนี้ประกอบด้วย:
- บรรจุภัณฑ์ (Packaging): แป้งมันสำปะหลังบรรจุในภาชนะที่เหมาะสม เช่น ถุงหรือภาชนะขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันความชื้น สารปนเปื้อน และความเสียหายทางกายภาพ เครื่องบรรจุภัณฑ์ช่วยให้มั่นใจได้ถึงการวัดที่แม่นยำและการปิดผนึกอย่างมีประสิทธิภาพ
- การควบคุมคุณภาพ (Quality Control): มีการใช้มาตรการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดเพื่อให้แน่ใจว่าแป้งมันสำปะหลังบรรจุหีบห่อเป็นไปตามมาตรฐานที่ต้องการในด้านความบริสุทธิ์ คุณภาพ และความสม่ำเสมอ การทดสอบอาจเกี่ยวข้องกับพารามิเตอร์ต่างๆ เช่น ปริมาณความชื้น ขนาดอนุภาค และระดับความบริสุทธิ์
- การเก็บรักษา (Storage): แป้งมันสำปะหลังที่บรรจุหีบห่อจะถูกเก็บไว้ในสภาวะที่เหมาะสมเพื่อรักษาความสด คุณภาพ และอายุการเก็บรักษา การควบคุมอุณหภูมิและความชื้นเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันการย่อยสลายและรักษาคุณสมบัติเชิงหน้าที่ของแป้ง
4 เครื่องจักรหลักในโรงงานแป้งมันสำปะหลังและบทบาทของลูกปืน
ลูกปืนมีบทบาทสำคัญในการดูแลให้เครื่องจักรภายในโรงงานแป้งมันสำปะหลังทำงานได้อย่างราบรื่น นี่คือแอปพลิเคชันหลักบางส่วน:
1. อุปกรณ์บดและโม่ (Grinding and Milling Equipment)
โรงงานแป้งมันสำปะหลังใช้ตลับลูกปืนในอุปกรณ์บดและโม่ ตลับลูกปืนเหล่านี้รองรับเพลาหมุน ช่วยลดแรงเสียดทานและทำให้บดแป้งมันสำปะหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ
2. ระบบลำเลียง (Conveying Systems)
การผลิตแป้งมันสำปะหลังเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายวัสดุผ่านสายพาน สายพาน และสว่าน ตลับลูกปืนเม็ดกลม เช่น ตลับลูกปืนแบบร่องลึกหรือตลับลูกปืนเม็ดกลม ถูกนำมาใช้เพื่อรองรับชิ้นส่วนที่หมุน เพื่อให้แป้งมันสำปะหลังเคลื่อนที่ได้อย่างราบรื่นและวางใจได้
3. เครื่องหมุนเหวี่ยงและเครื่องแยก (Centrifuges and Separators)
ตลับลูกปืนมีความจำเป็นในเครื่องหมุนเหวี่ยงและเครื่องแยกที่ใช้ในระหว่างกระบวนการสกัดแป้ง ตลับลูกปืนเหล่านี้ช่วยอำนวยความสะดวกในการหมุนอุปกรณ์ได้อย่างราบรื่น ทำให้สามารถแยกแป้งออกจากส่วนประกอบอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. เครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ (Packaging Machinery)
ตลับลูกปืน รวมถึงตลับลูกปืนเม็ดกลมแบบร่องลึกหรือตลับลูกปืนเม็ดกลมปรับแนวได้เอง ถูกนำมาใช้ในเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ภายในโรงงานแป้งมันสำปะหลัง รองรับชิ้นส่วนที่หมุนได้ เช่น สายพานลำเลียง สว่าน และกลไกการซีล ทำให้มั่นใจได้ถึงการทำงานที่ราบรื่น การจัดตำแหน่งที่แม่นยำ และการบรรจุแป้งมันสำปะหลังที่วางใจได้
เลือกลูกปืนยังไง?: 9 วิธีเลือกใช้ตลับลูกปืนให้เหมาะสมกับเครื่องจักรของคุณ
9 โรงแป้งมันที่ใหญ่ที่สุดในไทย
- Thai Wah Public Company Limited
- Roquette Thailand Ltd.
- Thai Tapioca Starch Association Co., Ltd.
- Quality Starch Co., Ltd.
- Siam Modified Starch Co., Ltd.
- Bangkok Starch Industrial Co., Ltd.
- Thai Foods Product International Co., Ltd.
- Farina (Thailand) Co., Ltd.
- Supa Corn Starch Co., Ltd.
บทสรุป
การผลิตแป้งมันสำปะหลังประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ อย่างระมัดระวัง ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบไปจนถึงการบรรจุหีบห่อและการเก็บรักษา แต่ละขั้นตอนก่อให้เกิดการผลิตแป้งมันสำปะหลังคุณภาพสูงตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ยิ่งไปกว่านั้น การรวมตลับลูกปืนเข้ากับเครื่องจักรต่างๆ ในโรงงานแป้งมันสำปะหลังทำให้การทำงานราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เพิ่มผลผลิตและรักษาความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์ ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับกระบวนการที่พิถีพิถัน โรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังยังคงตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับส่วนผสมอเนกประสงค์นี้ในอุตสาหกรรมต่างๆ
โรงงานน้ำตาล กระบวนการผลิตน้ำตาล (30 โรงที่ใหญ่สุดในไทย)
น้ำตาลเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์อาหารที่ใช้กันมากที่สุดในโลก และการผลิตนั้นมีกระบวนการหลายขั้นตอน ซึ่งน้ำตาลนั้นทำมาจากต้นอ้อยหรือหัวบีท และกระบวนการผลิตต้องใช้เครื่องจักรหนักและถือเป็นอุตสหกรรมที่ใช้เครื่องจักรตัวใหญ่อันดับต้นๆ
ในบทความนี้ เราจะพูดถึงกระบวนการผลิตน้ำตาลทีละขั้นตอน และเราจะพิจารณาถึงความสำคัญของตลับลูกปืนในกระบวนการด้วย
สารบัญ
7 ขั้นตอนการผลิตน้ำตาลในโรงงานน้ำตาล
1. การเก็บเกี่ยวอ้อย (Harvesting)
ขั้นตอนแรกในกระบวนการผลิตน้ำตาลคือการเก็บเกี่ยวอ้อยหรือหัวบีท อ้อยมักปลูกในเขตร้อน ในขณะที่ชูการ์บีตปลูกในเขตอบอุ่น กระบวนการเก็บเกี่ยวจะทำในช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากจะทำให้ง่ายต่อการตัดพืชเมื่อดินแห้ง ต้นไม้ถูกตัดใกล้กับพื้นดินโดยทิ้งรากไว้เบื้องหลัง
2. การสกัดน้ำออกจากอ้อย (Extraction)
เมื่อเก็บเกี่ยวอ้อยหรือหัวบีตแล้ว น้ำจะถูกสกัดออกจากต้น กระบวนการสกัดเกี่ยวข้องกับการบดอ้อยหรือหัวบีทเพื่อสกัดน้ำผลไม้ จากนั้นน้ำจะถูกรวบรวมในภาชนะขนาดใหญ่สำหรับการแปรรูปต่อไป โดยปกติจะทำโดยใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเครื่องบดหรือเครื่องบด
3. การทำให้น้ำใส (Clarification)
หลังจากคั้นน้ำออกมาแล้ว จะเต็มไปด้วยสิ่งเจือปน เช่น เศษดิน ใบไม้ และเศษขยะอื่นๆ กระบวนการทำให้ใสเกี่ยวข้องกับการให้ความร้อนแก่น้ำผลไม้เพื่อให้สิ่งสกปรกจับตัวเป็นก้อน ซึ่งจะถูกกำจัดออกโดยใช้กระบวนการที่เรียกว่าการสกิมมิง น้ำที่ใสแล้วจะถูกถ่ายโอนไปยังถังอื่น
4. การทำให้ระเหย (Evaporation)
จากนั้นน้ำที่ใสจะระเหยเพื่อเอาน้ำออกและทำให้มีความเข้มข้นของน้ำตาล กระบวนการระเหยประกอบด้วยการให้ความร้อนแก่น้ำผลไม้ในถังขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเครื่องระเหย เมื่อน้ำผลไม้ร้อนขึ้น น้ำจะระเหยออกไป ทิ้งของเหลวข้นๆ คล้ายน้ำเชื่อมที่เรียกว่ากากน้ำตาลไว้เบื้องหลัง จากนั้นกากน้ำตาลจะถูกแยกออกจากน้ำผลไม้
5. การตกผลึกของน้ำตาล (Crystallization of Sugar)
ขั้นตอนต่อไปในกระบวนการผลิตน้ำตาลคือการทำให้น้ำตาลตกผลึก กากน้ำตาลผสมกับน้ำเชื่อมเข้มข้นซึ่งกระตุ้นให้น้ำตาลตกผลึก จากนั้นนำส่วนผสมไปต้มและคนจนเกิดผลึกน้ำตาล จากนั้นส่วนผสมนี้จะถูกถ่ายโอนไปยังถังอื่น
6. การแยกคริสตัลเม็ดน้ำตาล (Separation of Crystals)
จากนั้นผลึกน้ำตาลจะถูกแยกออกจากกากน้ำตาลที่เหลือโดยใช้เครื่องหมุนเหวี่ยง เครื่องหมุนเหวี่ยงจะหมุนส่วนผสมด้วยความเร็วสูง แยกผลึกน้ำตาลออกจากกากน้ำตาล ผลึกน้ำตาลจะถูกล้างด้วยน้ำร้อนเพื่อขจัดสิ่งเจือปนที่เหลืออยู่
7. การทำให้แห้งของคริสตัล (Drying of Crystals)
ขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการผลิตน้ำตาลคือการทำให้ผลึกน้ำตาลแห้ง ผลึกน้ำตาลกระจายบนถาดขนาดใหญ่และทำให้แห้งโดยใช้ลมร้อน เมื่อน้ำตาลแห้งสนิทก็บรรจุและส่งตลาด
4 เครื่องจักรสำคัญที่ใช้ในโรงงานน้ำตาล (และความสำคัญของตลับลูกปืน)
ลูกปืนเป็นหัวใจสำคัญของเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตน้ำตาล หากไม่มีตลับลูกปืน กระบวนการผลิตจะเป็นไปไม่ได้ ตลับลูกปืนใช้ในเครื่องดังต่อไปนี้:
1. เครื่องบด (Crushers)
เครื่องบดใช้เพื่อสกัดน้ำจากอ้อยหรือหัวบีท เครื่องจักรเหล่านี้มีขนาดใหญ่และหนัก และต้องใช้ตลับลูกปืนที่แข็งแรงและทนทานเพื่อรองรับน้ำหนักที่มาก ตลับลูกปืนที่ใช้ในเครื่องบด ได้แก่ ตลับลูกปืนลูกกลิ้งทรงกระบอก และตลับลูกปืนเม็ดโค้งสองแถวรับการเยื้องแนวได้
2. เครื่องระเหย (Evaporators)
เครื่องระเหยใช้เพื่อขจัดน้ำออกจากน้ำผลไม้และทำให้ปริมาณน้ำตาลเข้มข้นขึ้น เครื่องจักรเหล่านี้ต้องการตลับลูกปืนความเร็วสูงเพื่อจัดการกับอุณหภูมิและความเร็วที่สูงที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ ตลับลูกปืนที่ใช้ในเครื่องระเหย ได้แก่ ตลับลูกปืนเม็ดโค้งสองแถวรับการเยื้องแนวได้และตลับลูกปืนเม็ดกลมสัมผัสเชิงมุม
3. เครื่องหมุนเหวี่ยง (Centrifuges)
เครื่องหมุนเหวี่ยงใช้เพื่อแยกผลึกน้ำตาลออกจากกากน้ำตาลที่เหลือ เครื่องเหล่านี้ต้องใช้ตลับลูกปืนเม็ดกลมที่มีความแม่นยำเพื่อให้แน่ใจว่าผลึกน้ำตาลจะถูกแยกออกจากกันอย่างเหมาะสม ตลับลูกปืนที่ใช้ในเครื่องหมุนเหวี่ยงประกอบด้วยตลับลูกปืนกันรุนและตลับลูกปืนเม็ดกลมปรับแนวได้เอง
4. เครื่องอบแห้ง เครื่องทำแห้ง (Dryers)
เครื่องอบแห้งใช้สำหรับทำให้ผลึกน้ำตาลแห้งก่อนบรรจุภัณฑ์ เครื่องจักรเหล่านี้ต้องการตลับลูกปืนที่สามารถรองรับอุณหภูมิและความเร็วสูงได้ ตลับลูกปืนที่ใช้ในเครื่องอบแห้ง ได้แก่ ตลับลูกปืนแบบร่องลึกและตลับลูกปืนลูกกลิ้งทรงกระบอก
อ่านต่อ: ตลับลูกปืนคืออะไร? ลูกปืนแต่ละชนิดเหมาะกับงานแบบไหน?
5 ตลับลูกปืนที่มักเจอในโรงงานน้ำตาล
มีตลับลูกปืนหลายประเภทที่ใช้ในการผลิตน้ำตาล ได้แก่:
1. ตลับลูกปืนเม็ดกลมร่องลึก (Deep Groove Ball Bearing)
ตลับลูกปืนเม็ดกลมแบบร่องลึกมักใช้ในเครื่องจักรผลิตน้ำตาล เนื่องจากมีความอเนกประสงค์และสามารถรับน้ำหนักได้ทั้งแนวรัศมีและแนวแกน พวกเขายังได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับความเร็วและอุณหภูมิสูง
2. ตลับลูกปืนเม็ดกลมสัมผัสเชิงมุม (Angular Contact Ball Bearing)
ตลับลูกปืนเม็ดกลมสัมผัสเชิงมุมใช้ในเครื่องจักรที่ต้องการความเร็วและความแม่นยำสูง เช่น เครื่องระเหยและเครื่องอบแห้ง ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับโหลดทั้งแนวรัศมีและแนวแกน และสามารถรองรับการเยื้องศูนย์และการโก่งตัวของเพลาได้
3. ตลับลูกปืนกันรุน (Thrust Ball Bearing)
ตลับลูกปืนกันรุนใช้ในเครื่องจักรที่ต้องการโหลดแนวแกนสูง เช่น เครื่องหมุนเหวี่ยงที่ใช้ในการผลิตน้ำตาล ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับงานหนักและความเร็วสูง
4. ตลับลูกปืนเม็ดโค้งและเม็ดกลมปรับแนวได้เอง (Spherical Roller Bearing / Spherical Ball Bearing)
ตลับลูกปืนเม็ดโค้งและเม็ดกลมแบบปรับแนวได้เองใช้ในเครื่องจักรที่มีการเยื้องศูนย์หรือการโก่งตัวของเพลา ได้รับการออกแบบให้ปรับแนวได้เองและสามารถรับน้ำหนักได้ทั้งแนวรัศมีและแนวแกน
5. แบริ่งลูกกลิ้งทรงกระบอก (Cylindrical Roller Bearing)
แบริ่งลูกกลิ้งทรงกระบอกใช้ในเครื่องจักรที่ต้องการโหลดในแนวรัศมีสูงและโหลดในแนวแกนปานกลาง เหมาะสำหรับการใช้งานความเร็วสูงและมักใช้ในการผลิตน้ำตาล
30 โรงงานน้ำตาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
- Mitr Phol Group
- Thai Roong Ruang Sugar Group
- Khon Kaen Sugar Industry Public Company Limited
- Thai Sugar Millers Corporation Limited (TSMC)
- Thai Nong Hak Sugar Group
- Kaset Thai International Sugar Corporation (KTIS)
- Wangkanai Group
- TPC Sugar Group
- Mitr Kalasin Sugar Group
- Thai Central Sugar Group
- Krung Thai Sugar Industry Public Company Limited
- Taweechoke Panich Group
- Chaiyaporn Sugar Company Limited
- The Siam Sugar Group
- Thai Cane Paper Public Company Limited
- Ratchaburi Sugar Group
- Kasetphand Industry Company Limited
- Tapioca Development Corporation Limited (TDC)
- Chaiyapruek Sugar Group
- Nakorn Luang Sugar Group
- Pornsak Sugar Group
- Saraburi Sugar Group
- Thaibev Group (Thai Beverage)
- Khonburi Sugar Group
- Bangsue Chia Meng Rice and Sugar Co., Ltd.
- SIS International Limited
- Lampang Sugar Industry Group
- KSL Group
- Phu Luang Sugar Group
- Samutsongkhram Sugar Group
บทสรุป
การผลิตน้ำตาลเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนซึ่งมีกระบวนการหลายขั้นตอน ตั้งแต่การเก็บเกี่ยวอ้อยหรือหัวบีทไปจนถึงการทำให้ผลึกน้ำตาลแห้ง ตลับลูกปืนเม็ดโค้งสองแถวเยื้องแนวได้ถือว่ามีบทบาทสำคัญในกระบวนการผลิต เนื่องจากเป็นตลับลูกปืนที่มีความแข็งแรงทนทานสูงเพื่อใช้บดหรือฟันต้นอ้อย
ถ้าหากคุณมีข้อสงสัยเพิ่มเติม หรือต้องการสอบถามข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามเข้ามาได้ทันทีตามลิ้งค์ด้านล่างนี้
รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน "ครบทุกยี่ห้อ" (ล่าสุด 2026)
รหัสส่วนต่อท้ายตลับลูกปืนคือชุดของตัวอักษรและตัวเลขที่ใช้ระบุประเภทของตลับลูกปืน ช่วยให้ผู้ผลิตและวิศวกรกำหนดขนาด ประเภท และลักษณะเฉพาะอื่นๆ ของตลับลูกปืนเฉพาะได้อย่างรวดเร็ว รหัสประกอบด้วยสองส่วน - ส่วนแรกประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของตลับลูกปืน ในขณะที่ส่วนที่สองประกอบด้วยรายละเอียดเกี่ยวกับขนาดของตลับลูกปืน การทำความเข้าใจรหัสนี้ทำให้ง่ายต่อการค้นหาตลับลูกปืนที่เหมาะกับการใช้งานเฉพาะ
ในตารางชุดนี้เราได้รวบรวมรหัสต่อท้ายและรหัสก่อนหน้าตลับลูกปืนครบทุกยี่ห้อชั้นนำไว้ สามารถใช้ปุ่ม Search / Filter เพื่อค้นหารหัสที่คุณอยากทำความเข้าใจเพิ่มเติม และหากมีข้อสงสัยคุณสามารถติดต่อเข้ามาสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
หากคุณใช้รหัสต่อท้าย / รหัสก่อนหน้าที่ถูกต้องกับงานของคุณ จะสามารถยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักรได้อย่างมาก
อ่านต่อ: ตลับลูกปืนคืออะไร? เรียนรู้วิธีการยืดอายุการใช้งานตลับลูกปืน
ตารางรหัสต่อท้ายลูกปืน SKF NTN NSK NACHI FAG KOYO TIMKEN COOPER
- ใช้ปุ่มเสิร์ชด้านขวาบนของตัวตารางเพื่อค้นหาข้อมูลที่ต้องการรู้เพิ่มเติม
- หรือกด Ctrl + F เพื่อเสิร์ชด้วย Browser
- SUFFIX หมายถึงรหัสต่อท้ายตลับลูกปืน เช่น SKF 6202-2RSH/C3
- 2RSH = ฝายาง
- C3 = ค่าช่องว่างภายในสูงกว่าปกติเล็กน้อย รองรับความร้อนได้สูงขึ้นถึง 70 องศา
- PREFIX หมายถึงรหัสพิเศษที่อยู่ก่อนหน้าตลับลูกปืน เช่น SKF W 6202
- W = ลูกปืนแสตนเลส
- หากต้องการให้เรารวบรวมยี่ห้อไหนอีกสามารถแนะนำเข้ามาได้ผ่านช่องทาง LINE@ 🙏🏻
พูลเลย์ (มู่เลย์) สายพานคืออะไร? มีกี่ประเภท?
พูลเลย์ สายพาน คืออะไร ในสายงานที่ต้องทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรอุตสาหกรรม พูลเลย์ หรือที่ช่างหลายท่านเรียกกันว่า มูเลย์ เป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบสำคัญของเครื่องจักร และเครื่องยนต์ ที่ขาดไม่ได้เลย โดยเจ้าพูลเลย์มีลักษณะเป็นทรงกลมคล้ายล้อซึ่งทำมาจากวัสดุที่เป็นโลหะ มีหน้าที่สำหรับปรับเปลี่ยนและควบคุมทิศทางของแรงขับเคลื่อนจากมอเตอร์ หรือเพื่อปรับความตึงหย่อนของสายพานให้อยู่ในระดับที่เครื่องจักรทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ก่อนที่เราจะมาพูดถึงชนิดต่างๆ ของพูลเลย์ เรามาทำความรู้จักเกี่ยวกับหน้าที่ของ พูลเลย์ตัวขับ (Drive Pulley) และพูลเลย์ตัวตาม (Driven Pulley) ให้พอเข้าใจสักเล็กน้อยดังนี้
พูลเลย์ตัวขับ และตัวตามคืออะไร
พูลเลย์ตัวขับจะถูกติดตั้งเข้ากับแกนมอเตอร์โดยตรง ทำให้เมื่อมอเตอร์หมุน พูลเลย์ก็จะหมุนตาม ซึ่งเจ้าพูลเลย์ตัวขับจะต้องทำการติดตั้งสายพานเพื่อทำหน้าที่ส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปให้พูลเลย์ตัวตาม พูลเลย์ตามทำหน้าที่อะไร ให้พูลเลย์ตัวตามสามารถหมุนได้ โดยความเร็วรอบของพูลเลย์ ขึ้นอยู่กับขนาดของพูลเลย์ทั้งสองตัว หากพูลเลย์ตัวขับมีขนาดใหญ่และพูลเลย์ตัวตามมีขนาดเล็กจะได้แรงบิด(Torque) ที่สูงแลกมากับความเร็วรอบ( RPM) ที่ต่ำลงมา กลับกันหากเลือกใช้พูลเลย์ตัวขับที่มีขนาดเล็กและพูลเลย์ตามขนาดใหญ่แรงบิด(Torque)จะน้อยแต่สามารถทำความเร็วรอบต่อนาที(RPM)ที่สูงกว่าเดิม ด้วยเหตุผลนี้เราจึงต้องเลือกขนาดพูลเลย์ทั้งสองตัวให้ตรงกับการใช้งาน ไม่เช่นนั้นอาจจะส่งผลให้เครื่องจักรทำงานผิดปกติหรือเกิดความเสียหายได้ง่ายๆ
พูลเลย์ในงานอุตสาหกรรมมีกี่ประเภท
พูลเลย์สายพานคืออะไร เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมจะมีการใช้งานของพูลเลย์อยู่ 2 ประเภทหลักๆ นั้นก็คือ พูลเลย์สำหรับระบบส่งกำลัง และพูลเลย์สำหรับลำเลียง ซึ่งลักษณะการทำงานของทั้งสองประเภทนี้มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก สิ่งที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดจะเป็นเรื่องของ หน้าที่และจุดประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้
พูลเลย์ในระบบส่งกำลัง (Power Transmission Pulley)
Pulley คืออะไร พูลเลย์ในระบบส่งกำลังมีหน้าที่จ่ายแรงจากเครื่องยนต์ ไปยังชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องจักรให้ชิ้นส่วนเหล่านั้นสามารถหมุนและทำหน้าที่ของมันได้ ซึ่งอาจจะเป็นชิ้นส่วนที่อยู่ได้ทั้งภายในหรือภายนอกเครื่องจักร แบ่งได้ 6 ชนิดดังนี้
1. พูลเลย์มาตรฐาน (Standard Pulley)
พูลเลย์มาตรฐานเป็นชนิดที่นิยมใช้กันในงานอุตสาหกรรมมากที่สุด เป็นพูลเลย์ร่องวี “V” ทำให้มีพื้นที่ผิวหน้าสัมผัสมากขึ้นมาเล็กน้อย สายพานสามารถจับได้ดีขึ้น จึงเหมาะกับงานที่ต้องการแรงบิดปานกลาง หรืองานที่ต้องการความเร็วรอบสูง
2. พูลเลย์ปรับความตึงหย่อน (Idler Pulley)
พูลเลย์ปรับความตึง เป็นพูลเลย์ตัวที่สามมักจะติดตั้งตรงกลางระหว่างมูลเลย์ตัวขับและตัวตาม มีหน้าที่สำหรับปรับความตึงหย่อนของสายพาน มักใช้ในเครื่องจักรที่ต้องใช้สายพานขนาดยาว มีระยะห่างระหว่างพูลเลย์ตัวขับตัวตามไกลพอสมควร
3. พูลเลย์ปรับความเร็วรอบ (Variable speed Pulley)
พูลเลย์ชนิดนี้มีลักษณะ พูเล่คือ จานเหล็กสองใบประกบกันให้เป็นร่องวี “V” ที่สามารถปรับขนาดร่องได้ตามการเร่งของเครื่องยนต์ ทำให้สายพานยกระดับสูงขึ้น หรือต่ำลงได้ ส่งผลให้ความเร็วรอบเปลี่ยนแปลงตามการหด-ขยายของร่องพูลเลย์
4. สเตปพูลเลย์ (Step Pulley)
พูลเลย์ชนิดจะประกอบด้วยร่องหลายขนาดให้เลือกหน้าตาคล้ายขั้นบันได เหมาะกับเครื่องจักรที่ต้องการปรับเปลี่ยนความเร็วรอบที่จะส่งต่อให้พูลเลย์ตัวอื่นๆ เพราะไม่ต้องรื้อพูลเลย์ออกมาเปลี่ยน เพียงนำสายพานขนาดที่ใหญ่ขึ้นหรือเล็กลงมาสวมเปลี่ยนตามความเร็วรอบและแรงบิดที่ต้องการ
5. พูลเลย์ร่องฟัน (Poly Multi Ribbed Belt Pulley)
พูลเลย์ร่องฟัน จะมีร่องขนาดเล็กจำนวนมาก ใช้กับสายพานร่องฟันซึ่งจะมีลักษณะเป็นแพขนาดกว้าง เหมาะกับงานที่มีพื้นที่จำกัดอย่างเช่นภายในเครื่องซักผ้า หรือเครื่องอบ เพราะสายพานที่ใช้กับพูลเลย์ชนิดนี้จะมีขนาดที่บางมาก ไม่นูนออกมาจากพูลเลย์
6. พูลเลย์ไทมมิ่ง (Timing Pulley)
พูลเลย์ไทมมิ่งมีลักษณะพิเศษอย่างฟันไว้ยึดจับกันกับสายพานอย่างแม่นยำ คล้ายๆ โซ่และเฟือง จึงเหมาะกับงานที่ต้องการรอบที่แม่นยำสม่ำเสมอเนื่องจากฟันของพูลเลย์ไทมมิ่งจะทำให้สายพานจับได้ดี ไม่ลื่นแบบพูลเลย์ชนิดมาตรฐาน
พูลเลย์ในระบบลำเลียง (Conveyor Pulley)
Pulley คืออะไร พูลเลย์ในระบบลำเลียงทำหน้าที่ลำเอียงสิ่งของจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เพื่อให้งานมีความต่อเนื่อง ลดความผิดพลาด และเบาแรงมนุษย์ไปได้เยอะ ซึ่งพูลเลย์ระบบลำเลียงสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ ตามลักษณะการใช้งานดังนี้
7. พูลเลย์แบบใช้งานมาตรฐาน (Standard Duty Conveyor Pulley)
พูลเลย์ลำเลียงชนิดนี้ออกแบบมาสำหรับใช้งานประเภททั่วไปที่ไม่หนักจนเกินไป เพราะวัสดุที่นำมาเป็นสายพานลำเลียงไม่อาจจะรับน้ำหนักได้มาก เหมาะกับงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา
8. พูลเลย์ประเภทใช้งานหนัก (Heavy Duty Conveyor Pulley)
เป็นพูลเลย์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องลำเลียงสิ่งของที่มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก จึงผลิตพูลเลย์ออกมามีหน้าตัดขนาดใหญ่พิเศษ พื้นผิวสายพานที่หนาแข็งแรงคนทน เพื่อรองรับกับงานหนัก ยกตัวอย่างโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พูลเลย์ประเภทนี้อย่างเช่น โรงงานผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ที่ต้องลำเลียงชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักเยอะอย่างต่อเนื่อง
9. พูลเลย์ใช้ในงานเหมือง (Mine Duty Conveyor Pulley)
พูลเลย์ชนิดนี้ถูกออกแบบมาให้ทนต่อสภาพแวดล้อมภายในเหมืองได้อย่างดี เนื่องจากงานเหมืองต้องเจอกับอุปสรรคมากมายอย่างความชื้นและความร้อน และต้องเปิดเครื่องจักรทำงานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวันติด พูลเลย์ชนิดนี้จึงต้องแข็งแรงเป็นพิเศษ สามารถรองรับงานหนักทนต่อทุกสภาพได้เป็นอย่างดี
10. พูลเลย์แบบที่กำหนดเอง (Engineered Class Pulley)
นอกจากพูลเลย์ลำเลียงสามชนิดที่กล่าวถึงไปแล้วข้างต้น ยังมีชนิดที่กำหนดเอง เป็นพูลเลย์ที่ไม่มีขายตามท้องตลาดทั่วไปจำเป็นต้องจ้างทีมวิศวะ และทีมผลิตเพื่อช่วยออกแบบพูลเลย์ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน เนื่องจากสายงานบางชนิดอาจจะไม่มีพูลเลย์แบบที่ต้องการให้เลือกซื้อ การผลิตพูลเลย์ขึ้นมาจึงเป็นทางออกทางเดียว
เคล็ดลับการยืดอายุการใช้งานของยางหุ้ม Pulley ให้ยาวนานที่สุด
เคล็ดลับเพื่อให้พูเล่คือ มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ช่วยให้เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลในการเปลี่ยนพูลเลย์บ่อยๆ เพียงทำตามสองสิ่งที่จะพูดถึงต่อไปนี้ ก็จะสามารถยืดอายุการใช้งานของพูลเลย์ และยางหุ้มพูลเลย์ได้ยาวนานขึ้นกว่าเดิม
- หมั่นตรวจสอบดูแล และสังเกตระบบลำเลียงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบสิ่งผิดปกติตรงไหนต้องทำการหยุดเครื่องจักร และแก้ไขอย่างเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ที่จะตามมา
- ตรวจสอบยางหุ้มของพูลเลย์ลำเลียงอย่างสม่ำเสมอเมื่อพบการหลุด หรือเสื่อมของยางให้รีบทำการแก้ไขซ่อมแซมให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดแผลที่ใหญ่ขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้จนเสียหายหนักทางแก้เดียวคือเปลี่ยนยางหุ้มใหม่เท่านั้น ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงพอตัว
- ตรวจสอบการติดตั้งของสายพานลำเลียงว่าติดตั้งได้ตรงแนวหรือไม่ เพื่อให้กระจายน้ำหนักได้ทั่วยางหุ้มได้อย่างสม่ำเสมอ ช่วยยืดอายุการใช้งานของสายพานและยางหุ้มพูลเลย์
- รักษาความสะอาดและป้องกันการตกหล่นของสิ่งแปลกปลอม สิ่งสกปรกบริเวณด้านกลับของสายพาน หรือด้านที่สัมผัสกับพูลเลย์นั้นเอง เพื่อไม่ให้หน้ายางหุ้มพูลเลย์เกิดการสึกกร่อนอย่างรวดเร็ว
- เดินเครื่องจักรด้วยความเร็วรอบและแรงบิดที่พอดี เพื่อไม่ให้เกิดการลื่นสะดุดของสายพานขณะปฏิบัติงาน
- เมื่อยางหุ้มพูลเลย์หมดอายุขัยให้เลือกช่างที่มีความชำนาญมาเปลี่ยนให้เท่านั้น เพราะต้องมีขั้นตอนการเปลี่ยนที่เฉพาะเจาะจง หากเปลี่ยนไม่ถูกต้องโอกาสที่จะต้องเปลี่ยนเป็นครั้งที่สองในระยะเวลาสั้นๆ มีสูงมาก แถมสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น และงานต้องหยุดชะงักเพราะเครื่องจักรไม่สามารถปฏิบัติงานได้
เป็นอย่างไรกันบ้างหลังจากได้เรียนรู้เกี่ยวกับพูลเลย์ขับพูลเลย์ตามทำหน้าที่อะไร และความสำคัญของพูลเลย์กันมาพอสมควรแล้ว จะเห็นได้ว่าพูลเลย์แต่ละชนิดมีหน้าที่ ที่แตกต่างกันอยู่เล็กน้อย แต่การใช้งานจะต้องเลือกสินค้าที่ตรงกับลักษณะงานของเราเท่านั้น เพราะฉะนั้นหากคุณยังไม่มั่นใจหรือต้องการความช่วยเหลือในการเลือกอุปกรณ์เหล่านี้ สามารถติดต่อสอบถามทีมผู้เชี่ยวชาญของเราได้จากทางไลน์ หรือ เบอร์โทรศัพท์ด้านล่างนี้ เรายินดีตอบข้อสงสัย และให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
4 ขั้นตอน วิธีเลือกใช้ลูกปืนทนความร้อนสูง (ด้วยตัวเองง่าย ๆ)
การที่คุณเลือกใช้ตลับลูกปืนที่ไม่ถูกคุณลักษณะกับสภาวะการทำงาน จะส่งผลให้ตลับลูกปืนในเครื่องจักรของคุณพังเร็วอย่างเหลือเชื่อ
เครื่องจักรที่ทำงานภายใต้ความร้อนจัด มักส่งผลให้ตัวตลับลูกปืนแตกหรือพังเร็วเพราะเนื่องจากความร้อนที่เกิดขึ้นกับตัวตลับลูกปืนอาจจะส่งผลเสียที่ตามมาเช่น:
- 🔥ขาดการหล่อลื่น: ตัวเนื้อจารบีเหลวตัวลง เพราะทนความร้อนไม่ไหว จึงทำให้เนื้อจารบีไม่เกาะอยู่ภายในรางวิ่งของตลับลูกปืน และส่งผลให้ตลับลูกปืนทำงานแบบเหล็กสีกับเหล็กโดยตรงเพราะไม่มีชั้นฟิล์มจารบีเคลือบอยู่
- 🔥เม็ดลูกกลิ้งและวงแหวนเกิดการขยายตัว: เมื่อเม็ดลูกกลิ้งขยายตัวเกินขนาด อาจจะส่งผลให้การทำงานของลูกปืนทำงานในสภาวะที่มีพิกัดงานสวมที่ผิดเพี้ยนไป เช่นเม็ดลูกกลิ้งอาจจะแน่นเกินไป ทำให้เม็ดลูกกลิ้งล็อคตัว และกลายเป็นวงแหวนวงในหมุนแทน (วงแหวนวงในครูดอยู่กับเพลาโดยตรง: เหล็กสีเหล็ก)
อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ลูกปืนทนความร้อนให้เหมาะสมกับงบของคุณก็เป็นส่วนสำคัญ เราไม่จำเป็นจะต้องใช้ตัวแพงสุดหรือตัวดีสุดเพื่อแก้ปัญหาตลอดเวลา วันนี้เราจึงมานำเสนอ “วิธีเลือกใช้แบริ่งทนความสูง” ให้ทั้งเหมาะสมกับงบประมาณของคุณและยังเหมาะสมกับสภาวะการทำงานของเครื่องจักรคุณอีกด้วย
วิธีเลือกใช้แบริ่งทนความร้อนสูงสำหรับตลับลูกปืนเม็ดกลม (ภายใน 4 ขั้นตอน)
ตารางฉบับย่อ (สรุปให้แล้ว)
| ขั้นตอน | สภาวะการทำงาน | รหัสต่อท้ายลูกปืน | ข้อยกเว้น |
| 1 | สภาวะการทำงานที่มีอุณหภูมิ น้อยกว่า 70 °C | เบอร์ทั่วไป | - |
| 2 | สภาวะการทำงานที่มีอุณหภูมิ มากกว่า 70 °C | C3 | - |
| 3 | สภาวะการทำงานที่มีอุณหภูมิ น้อยกว่า 150 °C | C3, GJN, HT | - |
| 4 | สภาวะการทำงานที่มีอุณหภูมิ น้อยกว่า 350 °C | VA201, VA208, VA228 | ทำความเร็วรอบได้ต่ำมาก |
ขั้นตอนที่ 1: สภาวะการทำงานที่มีอุณหภูมิ น้อยกว่า 70 °C
ถ้าหากว่าตลับลูกปืนของคุณทำงานอยู่ภายใต้สภาวะการทำงานที่มีอุณหภูมิน้อยกว่า 70 °C ทางเราจะแนะนำให้ใช้ตลับลูกปืนเบอร์ปกติที่ไม่ติด C3 ต่อท้าย
ยกตัวอย่างรหัสลูกปืน:
- 6202-2Z
- 608-2Z
- 6310-2Z
ขั้นตอนที่ 2: สภาวะการทำงานที่มีอุณหภูมิ มากกว่า 70 °C
ในลักษณะการทำงานที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 70 °C หลายคนอาจจะส่งสัยควรเปลี่ยนจารบีเป็นจารบีทนความร้อนสูงหรือยัง?
จารบีอเนกประสงค์ LGMT 2, LGMT 3 จริงๆ แล้วสามารถทนความร้อนได้สูงถึง 120 °C เลยทีเดียว ดังนั้นการที่เราเปลี่ยนไปใช้จารบีทนความร้อนอาจจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุและเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุด
การที่ตัวตลับลูกปืนทำงานภายใต้ความร้อนเกิน 70°C แต่ลูกปืนดันแตกหรือพังเร็วกว่าปกติ อาจจะมาจากการที่ตัวตลับลูกปืนไม่มีค่าช่องว่างภายในเพียงพอที่จะรองรับความร้อนที่สูง
สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อค่าช่องว่างภายในของตลับลูกปืนมีไม่เพียงพอเมื่อต้องทำงานภายใต้สภาวะที่ร้อนจัด:
- เม็ดลูกกลิ้งจะขยายตัว
- เม็ดลูกกลิ้งจะไปเบียดกับวงแหวนวงในและวงแหวนวงนอก
- ค่าพิกัดงานสวมของทั้งตัวตลับลูกปืนจะเปลี่ยนไป
- อาจจะส่งผลให้ตัวเม็ดลูกกลิ้งล็อคตัวเองกลายเป็นวงแหวนวงในหมุนสีกับผิวเพลาแทน (เหล็กสีกับเหล็ก)
- อาจจะส่งผลให้ตัวเม็ดลูกกลิ้งล็อคตัวเองกลายเป็นวงแหวนวงนอกหมุนสีกับตัวเสื้อแทน (เหล็กสีกับเหล็ก)
อ่านต่อ: ตลับลูกปืน C3 คืออะไร?
เปลี่ยนมาใช้ตลับลูกปืนที่มีรหัสต่อท้ายตามด้วย C3 ยกตัวอย่างเช่น:
- 6202-2Z/C3
- 608-2Z/C3
- 6310-2Z/C3
ขั้นตอนที่ 3: สภาวะการทำงานที่มีอุณหภูมิ น้อยกว่า 150 °C
โดยปกติตลับลูกปืนเม็ดกลมที่มีฝาปิดมาสองข้างทาง SKF จะมีการเติมจารบีมาให้พอดีอยู่แล้วภายในตัวตลับลูกปืน อย่างไรก็ตามจารบีที่เติมเข้ามาตอนแรกจะเป็นจารบีอเนกประสงค์อย่าง LGMT 2 SKF ทำให้บางทีงานที่เรานำลูกปืนไปใช้อาจจะทนความร้อนไม่ไหว
เมื่ออุณหภูมิเกิน 120°C แต่ไม่เกิน 150°C ทางเราจะแนะนำให้ใช้ตลับลูกปืนที่มีการเติมจารบีทนความร้อนมาในตัว อย่างตลับลูกปืนที่มีรหัสต่อท้าย GJN หรือ HT เป็นต้น
ตัวอย่างรหัสตลับลูกปืนเม็ดกลมที่เติมจารบีทนความร้อนมาอยู่แล้ว:
- 6202-2Z/C3GJN
- 608-2Z/C3GJN
- 6310-2Z/C3GJN
อ่านต่อ: ตลับลูกปืน GJN คืออะไร?
ขั้นตอนที่ 4: สภาวะการทำงานที่มีอุณหภูมิ น้อยกว่า 350 °C
สุดท้ายนี้ ถ้าคุณยังต้องใช้ตลับลูกปืนเม็ดกลมที่สามารถทนความร้อนได้ตั้งแต่ 150°C จนสูงสุดถึง 350°C คุณอาจจะต้องหันมามองตลับลูกปืนชนิดพิเศษ เป็นตลับลูกปืนที่เนื้อไม่ได้เป็นเหล็กแต่ทำมาจากกราไฟท์แทน
ข้อดีของตลับลูกปืนชนิดนี้คือคุณไม่ต้องเติมสารหล่อลื่นเลย เพราะว่าด้วยผิวที่เป็นกราไฟท์การทำงานของลูกปืนจะสร้างชั้นการหล่อลื่นให้ตัวลูกปืนเองโดยอัตโนมัติ
ข้อยกเว้น
อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ตลับลูกปืนรุ่นนี้มีข้อยกเว้นที่ควรเข้าใจไว้ นั่นก็คือตลับลูกปืนชนิดนี้จะต้องทำงานในสภาวะที่มีความเร็วรอบต่ำมาก
ตัวอย่างการนำไปใช้
หนึ่งในตัวอย่างการนำไปใช้ก็คือการนำไปลำเลียงชิ้นงานภายในตู้อบที่มีความร้อนสูงมาก เช่นลำเลียงน็อตเข้าตู้อบ (ความเร็วรอบต่ำแต่ร้อนจัด)
ตัวอย่างรหัสตลับลูกปืนชนิดพิเศษ:
- 6202-2Z/VA228, 6202-2Z/VA201, 6202-2Z/VA208
- 608-2Z/VA228, 608-2Z/VA201, 608-2Z/VA208
- 6310-2Z/VA228, 6310-2Z/VA201, 6310-2Z/VA208
อ่านต่อ: ตลับลูกปืน VA228, VA201, VA208 คืออะไร? แตกต่างกันอย่างไร?
สรุป
การเลือกใช้ตลับลูกปืนที่ถูกต้องจะสามารถช่วยยืดอายุการทำงานของเครื่องจักรของคุณได้มหาศาล กรณีศึกษาที่เราเคยไปแก้ไขปัญหามาสามารถยืดอายุการทำงานได้สูงสุดถึง 8-10 เท่า ซึ่งจะทำให้กระบวนการผลิตของคุณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่า คุณควรจะใช้โซลูชั่นแบบใดจึงจะเหมาะสำหรับเครื่องจักรของคุณ คุณสามารถติดต่อเข้ามาได้เลยที่ tms.in.th บริษัทเตียวโม่วเส็งจำกัด ผู้แทนจำหน่าย SKF อย่างเป็นทางการ ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนานกว่า 60 สิบปี มั่นใจได้เลยว่าจะได้รับคำปรึกษาจากบุคลากรที่มีความรู้เกี่ยวกับคัปปลิ้งโดยเฉพาะ พร้อมให้บริการอย่างเต็มที่ ตอบเร็วทันใจแน่นอน
Coupling คืออะไร? 11 ประเภทของคัปปลิ้งที่ใช้ในโรงงานอุตสหกรรม
Coupling คืออะไร “คัปปลิ้ง” อีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่จะช่วยทำให้เครื่องจักรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีสะดุดระหว่างการทำงาน ซึ่งในภาษาไทยเราจะเรียกกันว่า “ยอย” ซึ่งตัวอุปกรณ์นี้จะมีหน้าที่เชื่อมต่อกันระหว่างสองเพลา นั่นก็คือ “ตัวขับ” และ “ตัวถูกขับ” ดังนั้นเพื่อให้เครื่องจักรสามารถโดยเกิดประสิทธิภาพสูงสุดจึงต้องอาศัยคัปปลิ้งที่มีคุณภาพ เพราะตัวอุปกรณ์นี้มีความสำคัญป้องกันเครื่องจักรการเสียหายได้อีกด้วย
คัปปลิ้งจะถูกแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ นั่นก็คือ “คัปปลิ้งแบบที่มียาง” (Flexible) ที่มีส่วนประกอบของยางสังเคราะห์ และอีกแบบนั้นก็คือ “คัปปลิ้งไม่มียาง” (Rigid) ที่มีส่วนประกอบของโลหะ แต่คัปปลิ้งทั้งสองแบบมีการใช้เหมือนกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั่นก็คือ แกนเพลาทั้งสองข้างจะต้องถูกวางลงในตำแหน่งที่มีแนวตรงกันพอดีเท่านั้น โดยเราจะเจาะลึกกันเกี่ยวกับยอยหรือคัปปลิ้งทั้งสองแบบนี้ ว่าจะมีชนิดย่อยที่แบ่งตามการใช้งานอีกกี่ชนิด
คัปปลิ้งแบบมียาง (Flexible Shaft Coupling)
คัปปลิ้งประเภทนี้ ข้างมีความยืดหยุ่นที่สูง เพราะผลิตจากยางสังเคราะห์หรือว่ายางธรรมชาติ คนนั้นลักษณะอันโดดเด่นนั่นก็คือสามารถช่วยลดแรงสั่นสะเทือนได้ดี น้ำหนักเบากว่า และอีกทั้งยังสามารถป้องกันเครื่องจักรจากแรงบิดที่เกินกำลังได้โดยจะลดแรงดันที่เกิดขึ้นจากการเยื้องแกนของเพลา คัปปลิ้งแบบมียางสามารถจำแนกออกมาได้หลายชนิด ตามการใช้งานดังนี้
คัปปลิ้งแบบไม่มียาง (Rigid Shaft Coupling)
คัปปลิ้งแบบไม่มียางจะทำมาจากโลหะ ซึ่งมีทั้งแบบเหล็กสเตนหรือเลสอะลูมิเนียม ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างจาก “ยอยยาง” อย่างสิ้นเชิงเพราะว่าไม่มีความยืดหยุ่นสูง แต่มีลักษณะที่ติดแน่นในการเชื่อมต่อเพลาจะต้องวัดให้ได้ความยาวตามที่ต้องการ ยอยประเภทนี้จะไม่สามารถให้ตัวได้มาก จึงมีความยากในการประกอบติดตั้งมากกว่ายอยชนิดยาง อย่างไรก็ตามยอยประเภทจะสามารถส่งถ่ายแรงได้ดีกว่าแบบยางอย่างมาก เหมาะสำหรับเครื่องจักรที่ต้องใช้แรงบิดสูง
ไปยัง Catalog: ตารางราคาคัปปลิ้ง SKF
11 ประเภทของคัปปลิ้งที่ใช้ในโรงงานอุตสหกรรม (รวมทั้งแบบ Flexible และ Rigid Coupling)
1. FRC Coupling / Jaw Coupling
หรือที่มีชื่อเรียกแบบบ้านๆ ว่า “ยอยแฉก” ซึ่งเป็นยอยที่สามารถยึดเพลาได้ด้วยเนื้อยาง และจะมีขนาดที่ต้องเลือกตามเพลาที่ต้องการประกอบ มีทั้งแบบหกแฉก แปดแฉกและสิบแฉก ขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละยี่ห้อเช่นกัน ยอยยางเหมาะสำหรับการนำไปใช้งานต่อตรงกับมอเตอร์
2. Flex Coupling
เราจะเรียกกันตรง ๆ ว่า "ยอยเฟล็กซ์” ซึ่งจะเป็นยอยยางประเภทหนึ่ง มีความยืดหยุ่น ติดตั้งง่าย สามารถรับการเยื่องแนวได้เล็กน้อย แรงบิดอาจจะสู้ยอยที่เป็นประเภทไม่มียางหรือยอยที่มีความแข็งเกร็งสูงไม่ได้ แต่เพราะเป็นยอยที่ติดตั้งง่ายถือว่าเป็นยอยที่ใช้กันแพร่หลายอีกตัวนึงเลยก็ว่าได้
3. Crow/Flange Rigid Coupling
มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ยอยสลัก” มีรอบการทำงานเร็ว เช่นเดียวกับ เกียร์คัปปลิ้ง และเหมาะสำหรับการต่อตรงกับมอเตอร์ หรือเหมาะกับงานทั่วไป ใช้ยางเป็นตัวกลางในการส่งกำลัง ข้อดีคือสามารถเปลี่ยนลูกยางได้ง่าย มีหลากหลายขนาดขึ้นอยู่กับการใช้งานเช่นเดียวกับยอยยาง
4. Servo Coupling
เป็นข้อต่อเพลาสำหรับการใช้งานที่ต้องการความแม่นยำและเที่ยงตรงเป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น stepping motor, encoder หรือ servo motor เหตุผลที่ทำให้ Servo Coupling มีความแม่นยำสูงนั้นก็เพราะว่าสามารถควบคุมตำแหน่งได้อย่างถูกต้อง เพราะตัวคัปปลิ้งไม่มีระยะคลอน ถูกครีเอทมาให้สามารถยอมรับความเที่ยงตรงของตำแหน่งและการเยื้องศูนย์ได้
5. Spacer Coupling
คือคัปปลิ้งที่ถูกออกแบบมาสำหรับสองเพลาที่ค่อนข้างมีระยะห่างระหว่างกัน โดยตัวสเปเซอร์ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้งานง่ายสะดวกต่อกันซ่อมบำรุง
6. Universal Joint
มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ข้อต่ออ่อน” หรือข้อต่ออ่อนที่เหมาะสำหรับการใช้งานสำหรับใช้กับจุดที่มีการเยื้องศูนย์มาก สามารถช่วยยึดเพลาทั้งสองข้างให้เข้ากันให้ทำงานได้ราบรื่นและใช้ร่วมกับประแจบล็อกหรือสว่านไฟฟ้าได้เพราะข้างในมีรูกลวง เหมาะสำหรับการใช้งานในเครื่องจักรอุตสาหกรรม เครื่องยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ สายพานลำเลียงและการซ่อมบำรุงต่างๆ
7. Fluid Coupling
สามารถเรียกได้อีกอย่างว่า hydraulic couplings เพราะต้องอาศัยน้ำมันเป็นตัวกลาง Fluid Coupling สามารถช่วยให้การออกตัวนิ่มนวลขึ้น มีรูปร่างลักษณะเหมือนโดนัท และมีแกนกลางเป็นฟันเฟืองที่มีหน้าที่ขับเพลาเกียร์ ดังนั้นยอยชนิดนี้จึงเหมาะสมสำหรับการใช้งานที่ต้องอาศัยความค่อยเป็นค่อยไปทำงานอย่างนุ่มนวล
8. Disc Coupling
คือคัปปลิ้งที่ไม่ต้องอาศัยสารหล่อลื่นเข้าช่วย และอีกทั้งยังสามารถใช้งานที่ความเร็วรอบสูงได้ รับแรงบิดได้สูงกว่าคัปปลิ้งชนิดอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นคัปปลิ้งที่สามารถใช้ทดแทนชนิดอื่นๆ ได้ มีข้อดีคือมีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างยาว มีวิธีการบำรุงรักษาที่ง่ายเพราะเพียงแค่เปลี่ยนแผ่น Disc ก็สามารถนำกลับมาใช้งานได้ใหม่อีกครั้ง
9. Tire Coupling
เป็นคัปปลิ้งที่มีลักษณะคล้ายกับล้อรถยนต์ สามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือนได้สูง เพราะมียางเป็นตัวส่งผ่าน สามารถรับแรงบิดได้สูงขึ้นในขณะที่ระยะบิดต่ำลง โดย Tire Coupling เหมาะกับการใช้งานประเภทที่ต้องการส่งผ่านแรงบิดแบบไม่มีระยะคลอนหรือมีการเคลื่อนตัวระหว่างปลายเพลาสูง
10. Grid Coupling
เป็นคัปปลิ้งที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้งานที่มีแรงกระแทกสูง หรือการทำงานที่พื้นผิวไม่ค่อยราบเรียบ เพราะสามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนได้ดี อีกทั้งยังมีฝาครอบที่สามารถถอดได้แนวแกนนอก มีจุดเด่นก็คือเปลี่ยนชุดกริดได้ง่าย
11. Gear Coupling
หรือเราสามารถเรียกว่า "เกียร์คัปปลิ้ง" หรือยอยเฟือง เพราะว่าใช้ฟันเฟืองเกียร์เป็นตัวส่งกำลัง จึงส่งผลทำให้มีคุณสมบัติรับแรงบิดได้สูง และในขณะเดียวกันก็สามารถทำงานที่ความเร็วรอบสูงๆ ได้ มีคุณสมบัติสามารถรับเยื้องศูนย์ได้ดี และค่อนข้างมีความแข็งแรงทนทาน
12. Chain Coupling
หรือที่เรียกกันว่า “ยอยโซ่” เพราะสามารถยึดเผาทั้งสองข้างได้ด้วยโซ่ ซึ่งมีความแข็งแรงทนทานสูงมาก ความยืดหยุ่นสูง ยอยโซ่มีรอบการทำงานที่ค่อนข้างช้า จึงไม่เหมาะกับงานที่ต้องอาศัยความเร็วรอบสูง
วิธีการดูแลรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งานของคัปปลิ้ง
สำหรับวิธีการดูแล ยอยยาง นั้นไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด อีกทั้งยังสามารถส่งผลดีทำให้ยืดอายุการใช้งานได้อย่างยาวนานมากยิ่งขึ้น ดังนั้นวันนี้เราจึงจะมาแนะนำสี่วิธีที่จะช่วยดูแลรักษายอยหรือว่าคัปปลิ้ง จะมีวิธีการอย่างไรบ้างนั้นมาดูกันเลย
- ถอดคัปปลิ้งออกมาตรวจสอบบ้าง ซึ่งวิธีสำหรับการตรวจสอบคัปปลิ้งนั้น ผู้ใช้งานจะต้องถอดคัปปลิ้งออกมา เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยจะต้องได้มีการตรวจสอบรอยร้าวต่างๆ และยังรวมถึงขจัดคราบ สารหล่อลื่นที่แข็งตัวแล้วออกจากตัวคัปปลิ้งเพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้น
- ตรวจสอบว่ามีสารหล่อลื่นเพียงพอ การเติมสารหล่อลื่นจะต้องเติมเฉพาะคัปปลิ้งประเภทที่ต้องอาศัยสารหล่อลื่น โดยประเภทของคัปปลิ้ง เหล่านั้นได้แก่ Fluid Coupling, ยอยเกียร์, ยอยโซ่ และ Grid Joint Coupling โดยผู้ใช้งานจะต้องตรวจสอบเสมอว่าสารหล่อลื่นที่ใช้นั้นเหมาะสำหรับการใช้งานกับเครื่องมืออุตสาหกรรม
- ระมัดระวังเรื่องการปนเปื้อน สำหรับขั้นตอนการบำรุงรักษานี้จะเกี่ยวข้องกับขั้นตอนแรกที่จะต้องถอดคัปปลิ้งออกมาเพื่อทำความสะอาดและตรวจสอบ เพราะคุณจะต้องดูให้ดีว่าน้ำยาที่ใช้ทำความสะอาดนั้นถูกล้างออกจนหมด เพราะสารเคมีในน้ำยาทำความสะอาดบางชนิดอาจจะส่งผลต่อการลดประสิทธิภาพของสารหล่อลื่นนั่นเอง
- เปลี่ยนคัปปลิ้งใหม่เมื่อจำเป็น เมื่อใดก็ตามที่คุณสามารถตรวจสอบพบการสึกหรอของคัปปลิ้ง การเปลี่ยนไม่ถือเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าคัปปลิ้งอาจจะมีราคาที่สูง และหลายคนอาจจะต้องการซ่อมแต่ถ้าหากเมื่อเทียบกับเวลาที่ต้องเสียไปในช่วงการซ่อมบำรุงนั้น การเปลี่ยนใหม่ก็อาจจะคุ้มค่ามากกว่า
สรุปทิ้งท้ายสำหรับการเลือกประเภทของคัปปลิ้งให้เหมาะสม
โดยสรุปแล้วจากความรู้ Coupling คืออะไร และประเภทของคัปปลิ้งที่เรานำมาแชร์ให้ได้ทราบกันวันนี้คุณจะสามารถสังเกตได้ว่า “คัปปลิ้ง” หรือ “ยอย” เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่มีมากมายหลายรูปแบบด้วยกับ โดยแต่ละรูปแบบนั้นก็เหมาะกับลักษณะงานที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นการเลือกใช้งานคัปปลิ้งให้เข้ากับการใช้งานของคุณจึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยทำให้เครื่องจักรสามารถส่งกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังรวมถึงการยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานกว่าเดิม
สำหรับท่านใดที่ยังไม่แน่ใจว่า ต้องการใช้งานคัปปลิ้ง แบบใดจึงจะเหมาะสำหรับเครื่องจักรของตนเอง วันนี้สามารถติดต่อเข้ามาได้เลยที่ tms.in.th บริษัทเตียวโม่วเส็ง ผู้แทนจำหน่าย SKF อย่างเป็นทางการ ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนานกว่า 60 สิบปี มั่นใจได้เลยว่าจะได้รับคำปรึกษาจากบุคลากรที่มีความรู้เกี่ยวกับคัปปลิ้งโดยเฉพาะ พร้อมให้บริการอย่างเต็มที่ ตอบเร็วทันใจแน่นอน
"LAGD 125 SKF": วิธีเลือกใช้กระปุกอัดจารบีอัตโนมัติ (SYSTEM24)
SYSTEM24 (LAGD 125 SKF) อัดจารบีอัตโนมัติ
"GAS DRIVEN SINGLE POINT AUTOMATIC LUBRICATORS"
34% ของเครื่องจักรที่พังก่อนเวลาอันควรเกิดจากการหล่อลื่นที่ไม่ถูกต้อง
เพราะการทำงานของเครื่องจักรนั้นมีสภาพการทำงานที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุณหภูมิ ความเร็ว และการสั่นสะเทือน การเลือกสารหล่อลื่นก็เช่นกัน ต้องคำนึงถึงชนิด ปริมาณ วิธีการและระยะเวลาในการเติม ให้เหมาะสมกับการใช้งานด้วย
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสารหล่อลื่นอาจเกิดจาก...
- ❌ ปริมาณสารหล่อลื่นมากเกินไป
- ❌ ปริมาณสารหล่อลื่นน้อยเกินไป
- ❌ สารหล่อลื่นผิดประเภท
- ❌ มีสิ่งแปลกปลอมเจือปนสารหล่อลื่น
การปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องล้วนแล้วจะส่งผลให้เครื่องจักรนั้นทำงานไม่ปกติ เครื่องจักรจึงเกิดความเสียหายและพังก่อนเวลาอันควร
ทำไมต้องใช้ LAGD 125 (SYSTEM24) SKF
กระปุกอัดจารบี LAGD 125 แบบใช้แล้วทิ้ง เพิ่มความสะดวกสบายในการยืดอายุการใช้งานตลับลูกปืนโดยการตั้งกระปุกอัดจารบี LAGD 125 และตั้งเวลาให้ตัวกระปุกอัดจารบีอัตโนมัติ เหมาะสำหรับเครื่องจักรที่ไม่สามารถเข้าถึงยากหรือเครื่องจักรที่มีสภาพแวดล้อมเป็นอันตรายและเข้าถึงได้ไม่บ่อย
การที่จารบีถูกเติมน้อยไปหรือมากจนเกินไปจะส่งผลเสียให้อายุการทำงานของเครื่องจักรสั้นลงอย่างมหาศาล ด้วยกระปุกอัดจารบีอัตโนมัติคุณสามารถตั้งความถี่ในการจ่ายจารบี เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของเครื่องจักรของคุณมากที่สุด
กระปุกอัดจารบีอัตโนมัติแบบใช้แล้วทิ้งรองรับจารบีมาตราฐาน SKF หลายตัว ไม่ว่าจะเป็นแบบจารบีอเนกประสงค์ จารบีทนความร้อน จารบีฟู้ดเกรด ก็สามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมของเครื่องจักรของคุณได้เลย (วิธีข้อมูลการสั่งซื้อ SYSTEM24 LAGD: รหัสสินค้าและคุณสมบัติ)
คุณสมบัติของจารกระปุกอัดจารบีอัตโนมัติ LAGD 125 SKF
- ✅ ใช้ได้นานถึง 1-12 เดือน (แล้วแต่การใช้งานและปริมาณการอัดจารบี)
- ✅ สามารถหยุดกระทันหัน หรือปรับแต่งการอัดฉีดเนื้อจารบีเมื่อไหร่ก็ได้
- ✅ ปลอดภัย ยอมรับโดย ATEX: ZONE 0
- ✅ มองเห็นทะลุกระปุก สามารถตรวจสอบปริมาณคงเหลือได้ทุกเมื่อ
- ✅ เล็กกระทัดรัด สามารถไปติดตั้งในที่คับแคบหรือเข้าถึงยากได้ง่าย
- ✅ มีกระปุกอัดจารบีอัตโนมัติสำหรับโซ่โดยเฉพาะด้วย
เครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่เหมาะสมกับ SYSTEM24 SKF
- ✅ เครื่องจักรที่มีที่คับแคบหรือมีสภาพแวดล้อมที่อันตรายเข้าถึงยาก
- ✅ สามารถหล่อลื่นตัวเสื้อและตัวตลับลูกปืนได้ดีเยี่ยม
- ✅ มอเตอร์ไฟฟ้า
- ✅ พัดลมและปั้มน้ำ
- ✅ เครื่องจักรหรือลูกปืนในการลำเลียง
- ✅ รถเครน
- ✅ โซ่น้ำมัน
- ✅ การหล่อลื่นในลิฟท์หรือบรรไดเลื่อน
https://youtu.be/Y1Gw5SGY3VA
หากไม่มั่นใจว่างานของคุณเหมาะกับการประกอบตลับลูกปืนประเภทใด สามารถรับคำปรึกษากับเราได้ฟรี
ตารางเลือกใช้กระปุกอัดจารบีอัตโนมัติ: รหัสสินค้าและคุณสมบัติ
| รหัสจารบี | คุณสมบัติ | กระป๋อง 60 มล. | กระป๋อง 125 มล. |
| LGWA 2 | รับแรงและโหลดสูง รับแรงดันสูง รองรับอุณหภูมิได้หลากหลาย | LAGD 60/WA2 | LAGD 125/WA2 |
| LGEM 2 | จารบีความหนืดสูง | LAGD 60/EM2 | LAGD 125/EM2 |
| LGGB 2 | จารบีย่อยสลายได้ | - | LAGD 125/GB2 |
| LGHB 2 | รับแรงและโหลดสูง ทนอุณหภูมิสูง ความหนืดสูง | LAGD 60/HB2 | LAGD 125/HB2 |
| LGHQ 2 | รับแรงและโหลดสูง ทนอุณหภูมิสูง ความหนืดสูง | LAGD 60/HQ2 | LAGD125/HQ2 |
| LGWM 2 | รับแรงและโหลดสูง รองรับอุณหภูมิได้หลากหลาย | - | LAGD 125/WM2 |
| LGFG 2 | จารบีฟู้ดเกรดอเนกประสงค์ (มาตราฐาน NSF H1) | LAGD 60/FG2 | LAGD 125/FG2 |
| LGFQ 2 | จารบีฟู้ดเกรดรับแรงและโหลดสูง รองรับอุณหภูมิได้หลากหลาย (มาตราฐาน NSF H1) | - | LAGD 125/FQ2 |
| รหัสจารบีสำหรับโซ่ | คุณสมบัติ | กระป๋อง 60 มล. | กระป๋อง 125 มล. |
| LHMT 68 | สำหรับใช้ในงานที่มีอุณหภูมิปานกลาง | LAGD 60/HMT68 | LAGD125/HMT68 |
| LHHT 250 | ทนความร้อนสูง | - | LAGD 125/HT250 |
| LFFM 100 | จารบีฟู้ดเกรดอเนกประสงค์ (มาตราฐาน NSF H1) | - | LAGD 125/FM100 |
| กระป๋องเปล่า สำหรับใช้เติมจารบีหรือน้ำมัน | LAGD 60/U | LAGD 125/U |
เลือกชนิดจารบีไม่ถูก?: ตารางจารบี: วิธีเลือกจารบี SKF ตำราเดียวจบ
ข้อมูลเชิงเทคนิค
| รหัสสินค้า | LAGD 60 and LAGD 125 | |
| ความจุของกระป๋องอัดจารบีอัตโนมัติ | ||
| LAGD 60 | 60 ml (2 US fl. oz) | |
| LAGD 125 | 125 ml (4.2 US fl. oz) | |
| ใช้ได้นานถึง | Adjustable; 1–12 months | |
| มาตราฐาน IP | IP 68 | |
| อุณหภูมิการทำงาน | ||
| LAGD 60 | –20 to +60 °C (–5 to +140 °F) | |
| LAGD 125 | –20 to +60 °C (–5 to +140 °F) | |
| อุณหภูมิการเก็บเข้าคลัง | 20 °C (70 °F) | |
| แรงดันสูงสุดระหว่างการทำงาน | 5 bar (75 psi) (at start-up) | |
| อายุการเก็บในคลัง | 2 years | |
| กลไกที่ใช้ดันเนื้อจารบี | Gas cell producing inert gas | |
| น้ำหนัก | ||
| LAGD 60 | approx 130 g (4.6 oz) | |
| LAGD 125 | approx 200 g (7.1 oz) | |
| ขนาดเกลียวที่ใช้ยึด | R 1/4 | |
| ความยาวสายป้อนสูงสุด | ||
| grease | 300 mm (11.8 in.) | |
| oil | 1 500 mm (59.1 in.) |
อุปกรณ์เสริม - หัวน็อตตัวยึดกระป๋อง
| รหัสสินค้า | รายละเอียด |
| LAPA 45 | Angle connection 45° |
| LAPA 90 | Angle connection 90° |
| LAPE 35 | Extension 35 mm |
| LAPE 50 | Extension 50 mm |
| LAPF F 1/4 | Tube connection female G 1/4 |
| LAPF M 1/8 | Tube connection male G 1/8 |
| LAPF M 1/4 | Tube connection male G 1/4 |
| LAPF M 1/4SW | Extra strong tube connection male G 1/4 |
| LAPF M 3/8 | Tube connection male G 3/8 |
| LAPG 1/4 | Grease nipple G 1/4 |
| LAPM 2 | Y-connection |
| LAPN 1/8 | Nipple G 1/4 - G 1/8 |
| LAPN 1/4 | Nipple G 1/4 - G 1/4 |
| LAPN 1/2 | Nipple G 1/4 - G 1/2 |
| LAPN 1/4 UNF | Nipple G 1/4 - G 1/4 UNF |
| LAPN 3/8 | Nipple G 1/4 - G 3/8 |
| LAPN 6 | Nipple G 1/4 - M6 |
| LAPN 8 | Nipple G 1/4 - M8 |
| LAPN 8x1 | Nipple G 1/4 - M8 x 1 |
| LAPN 10 | Nipple G 1/4 - M10 |
| LAPN 10x1 | Nipple G 1/4 - M10 x 1 |
| LAPN 12 | Nipple G 1/4 - M12 |
| LAPN 12x1.5 | Nipple G 1/4 - M12 x 1.5 |
| LAPB 3x4E1 | Brush 30 x 40 mm |
| LAPB 3x7E1 | Brush 30 x 60 mm |
| LAPB 3x10E1 | Brush 30 x 100 mm |
| LAPB 5-16E1 | Elevator brush, 5–16 mm gap |
| LAPV 1/4 | Non-return valve G 1/4 |
| LAPV 1/8 | Non-return valve G 1/8 |
| LAPC 50 | Clamp |
| LAPP 4 | Protection base |
| LAPP 6 | Protection cap |
| LAPT 1000 | Flexible tube, 1 000 mm long, 8 × 6 mm |
| LAPT 5000 | Flexible tube, 5 000 mm long, 8 × 6 mm |
| LAPT 1000SW | LAPT 1000SW Extra strong flexible tube, 1 000 mm long, 8 × 6 mm |
| LAPT 5000SW | LAPT 5000SW Extra strong flexible tube, 5 000 mm long, 8 × 6 mm |
ความคิดเห็นจากลูกค้า



ทำไมถึงต้องซื้อกับ เตียวโม่วเส็ง (TMS)?
- ✅ ตัวแทนจำหน่าย SKF อย่างเป็นทางการ
- ✅ ประสบการณ์มากกว่า 60 ปี ยอดขายอันดับ 1 ในประเทศไทย
- ✅ คลังสินค้าหลากหลาย พร้อมส่ง ไม่ต้องรอนาน
- ✅ ยินดีให้คำปรึกษาทั้งด้านเทคนิค พร้อมเข้าตรวจสอบหน้างาน
- ✅ ส่งไว ปลอดภัย ทั่วประเทศ


























