เฟือง เฟืองโซ่ Sprocket คืออะไร? มีกี่ประเภท?
เฟืองโซ่ หรือที่มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า sprocket คือ ส่วนประกอบสำคัญชิ้นหนึ่งในระบบส่งกำลังแบบใช้โซ่ เฟืองโซ่มีลักษณะทรงกลม และตรงบริเวณขอบวงกลมจะเป็นฟันเฟืองเพื่อให้โซ่สามารถยืดจับได้ ซึ่งในระบบส่งกำลังแบบใช้โซ่ประกอบไปด้วย เฟืองขับ เฟืองตาม และโซ่ มีหลักการทำงานคล้ายระบบส่งกำลังแบบสายพานที่จะมีพูลเลย์ขับ และพูลเลย์ตาม โดยเฟืองโซ่ตัวขับจะถูกนำไปติดตั้งกับแหล่งจ่ายพลังงาน อย่างมอเตอร์ และแกนเพลา มักจะมีขนาดที่เล็ก ส่วนเฟืองโซ่ตัวตามจะถูกติดตั้งในอีกจุดหนึ่งที่เราต้องการส่งแรง ซึ่งเฟืองตัวตามมักจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าเสมอ
ความแตกต่างของระบบส่งกำลังแบบเฟืองโซ่ กับ สายพาน
พูลเลย์ และเฟืองโซ่ในระบบส่งกำลังมีหน้าที่ส่งกำลังในตำแหน่งที่ไม่สามารถใช้เฟืองเกียร์ได้ หรือตำแหน่งของเครื่องจักรที่ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นใช้เกียร์ ซึ่งความแตกต่างของพูลเลย์ และเฟืองโซ่ คือพูลเลย์มีหน้าตาเป็นวงล้อที่มีร่องสำหรับสวมสายพาน ส่วนเฟืองโซ่มีหน้าตาเป็นวงกลมที่มีฟันเฟืองอยู่บริเวณขอบโดยรอบ มีไว้สำหรับยึดจับกับโซ่
ระบบส่งกำลังเฟืองโซ่ ดีกว่าแบบสายพานอย่างไร
ระบบส่งกำลังแบบที่พูลเลย์กับสายพานมีปัญหาคือ เสียแรงจากการลื่นไหล สายพานยืดจับกับพูลเลย์ได้ไม่ดี ทำให้ส่งกำลังจากเครื่องจักรไปยังพูลเลย์ตัวตามได้มากที่สุดเพียง 95% ของแรงทั้งหมด ในเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความแม่นยำ และกำลังขับเต็มที่ ระบบส่งกำลัง เฟืองโซ่ คือ อะไร ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ได้ดีกว่าระบบสายพาน เนื่องจากส่งกำลังได้เต็มประสิทธิภาพ เพราะร่องโซ่เข้าไปจับกับบริเวณฟันเฟืองจึงมีความแม่นยำสม่ำเสมอ ไม่มีการสะดุด
ข้อดีข้อเสียของระบบส่งกำลังเฟืองโซ่
ก่อนที่เราจะมาทำความรู้จักกับเฟืองโซ่ระบบส่งกำลังมีกี่ประเภท เรามาดูข้อดีข้อเสียของการเลือกใช้ระบบส่งกำลังแบบฟันเฟือง sprocket คือ ว่ามีข้อดีข้อเสียต่างจากแบบสายพานอย่างไร จะได้เลือกใช้งานกับเครื่องจักรของเราได้ตรงจุดที่สุด
ข้อดีของระบบส่งกำลังเฟืองโซ่
- เฟืองโซ่ให้ความเร็วที่สม่ำเสมอแม่นยำ ไม่มีการสะดุดลื่นไหลระหว่างทำงานแบบสายพาน จึงเหมาะกับงานที่ต้องการความละเอียดค่อนข้างสูง
- ให้ประสิทธิภาพส่งกำลังสูงกว่าชนิดสายพาน เนื่องจากสายพานจะเกิดการลื่นไหลสะดุด(Slip)ระหว่างทำงานได้ จึงส่งผลให้ระบบสายพานส่งกำลังได้มากที่สุดเพียง 95%
- ฟันเฟืองและโซ่สามารถทำงานภายในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายได้ดีกว่าแบบสายพาน เช่นมีความชื้นสูง ความร้อนสูง หรือมีสิ่งสกปรกและคราบน้ำมันเยอะ
- เฟืองโซ่สามารถทำงานตำแหน่งที่ต้องเจอกับน้ำได้ เนื่องจากมีเฟืองโซ่ประเภททนน้ำให้เลือกใช้อย่างสเตนเลส หรือ พลาสติก จึงไม่ทำให้เฟืองเกิดสนิมและเสื่อมสภาพไว
- เฟืองโซ่ และโซ่ สามารถนำไปใช้กับการส่งกำลังระหว่าง เฟืองตัวขับ และเฟืองตัวตามที่มีอยู่ไกลออกไปมาก ได้ดีกว่าแบบ พูลเลย์ และสายพาน เพราะโซ่กับ เฟือง คืออะไร ที่ผลิตมาจากเหล็กทำให้ไม่มีความยืดหยุ่นไม่เกิดการหย่อนยานง่าย และสามารถตัด/เพิ่มข้อโซ่ให้สั้นหรือยาวได้
- ในระบบส่งกำลังที่เดินความเร็วรอบต่ำมาก การเลือกใช้เฟืองโซ่จะมีประสิทธิภาพดีกว่าแบบสายพาน ให้การเคลื่อนที่หน่วยมิลลิเมตรได้แม่นยำกว่าสายพาน
- โซ่เส้นเดียวสามารถส่งกำลังไปให้กับเฟืองโซ่ตัวตามได้หลายๆ ตัวพร้อมกัน ต่างจากระบบส่งกำลังสายพานที่ไม่สามารถแทรกพูลเลย์ตัวที่ 3 หรือ 4 เข้าไประหว่างกลางได้เนื่องจากจะทำให้เกิดการลื่นไหล (Slip) สูงขึ้นกว่าเดิม
ข้อเสียระบบส่งกำลังเฟืองโซ่
- ในระบบส่งกำลัง เฟืองโซ่ มี กี่ชนิด หากเฟืองโซ่เกิดการยืดขยาย และหย่อนยานจากการใช้งานระยะหนึ่ง จะมีผลต่อความเร็วรอบ ทำให้ความเร็วของเครื่องจักรลดลง จึงต้องหมั่นตรวจเช็ก ตั้งโซ่หากเริ่มหย่อนยานเกินมาตรฐาน
- เครื่องจักรที่ใช้ระบบส่งกำลังแบบเฟืองโซ่จะเกิดการสั่นสะเทือนและเสียงดังรบกวนระหว่างที่เครื่องจักรเดินอยู่ ซึ่งเป็นข้อเสียที่ต้องทำใจยอมรับ และหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยในระบบส่งกำลังชนิดนี้
- ต้องหมั่นตรวจสภาพฟันเฟือง หากฟันมีลักษณะแหลมคมแปลว่าถึงเวลาเปลี่ยนได้แล้ว นอกจากนี้ยังต้องเติมสารหล่อลื่นเช่นจาระบีให้กับระบบส่งกำลังชนิดนี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่เช่นนั้นจะเกิดการกัดกร่อนอย่างรวดเร็ว และทำให้มีอายุการใช้งานที่สั้น
ประเภทของเฟืองโซ่ส่งกำลัง
ในงานอุตสาหกรรมเราจะพบเจอกับชนิดของ เฟืองโซ่ คือ อะไร มากถึง 6 ชนิดคือ เฟืองโซ่แผ่นเรียบ เฟืองโซ่ดุมยื่นหนึ่งข้าง เฟืองโซ่ดุมยื่นสองข้าง เฟืองโซ่สเตนเลส เฟืองโซ่พลาสติก และเฟืองโซ่ฟันสองชั้น ซึ่งแต่ละประเภทถูกผลิตออกมาให้เหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกันออกไปเล็กน้อยดังนี้
-
เฟืองโซ่แผ่นเรียบ (Sprocket No Hub Extension)
หรือที่เรียกว่า เฟือง Type A (TA Type) เป็นฟันเฟืองที่ทำหน้าที่เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนส่งกำลังจากเครื่องจักรไปยังล้อ หรือจุดต่างๆ ซึ่งฟันเฟืองชนิดนี้มีลักษณะเป็นแผ่นเหล็กกล้าทรงกลมมีฟันเฟืองโดยรอบ มีรูบริเวณตรงกลาง และไม่มีดุม เฟืองโซ่ชนิดนี้มีหลากหลายขนาดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของชิ้นงาน เพื่อนำไปติดตั้งหน้าแปลน หรือดุมล้อ
-
เฟืองโซ่ดุมยื่นหนึ่งข้าง (Sprocket One Side Hub Extension)
หรือที่เรียกว่า เฟือง Type B (TB Type) เฟืองโซ่ Sprocket คืออะไร เป็นฟันเฟืองที่ทำหน้าที่เช่นเดียวกับเฟืองโซ่แผ่นเรียบ มีหน้าที่ส่งกำลังจากเครื่องจักรไปยังจุดที่ต้องการ เพียงแต่ว่าลักษณะของเฟืองชนิดนี้แตกต่างออกไปเล็กน้อย มีดุมยื่นออกมาด้านหนึ่ง ทำให้สามารถขันนอตยึดเฟืองเข้ากับแกนเพลาเครื่องจักรได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้สามารถรับน้ำหนักได้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ฟันเฟืองชนิดนี้เหมาะกับงานที่ต้องรับแรงกดจากน้ำหนักประมาณหนึ่ง และงานที่มีความเร็วต่ำไปจนถึงงานที่ต้องใช้ความเร็วสูง
-
เฟืองโซ่ดุมยื่นสองข้าง (Sprocket Two Side Hub Extension)
หรือที่เรียกว่า เฟือง Type C (TC Type) เป็นฟันเฟืองที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถรับน้ำหนักได้มากเนื่องจากด้านข้างของฟันเฟืองมีดุมออกมาทั้งสองข้าง ส่งผลให้ชนิดนี้มีความแข็งแรงมากเป็นพิเศษ จึงเหมาะกับติดตั้งเป็นเฟืองโซ่ตัวตามในงานที่ต้องเจอกับงานโหลดหนัก ความเร็วสูง แรงบิดสูง เป็นประจำ
-
เฟืองโซ่สเตนเลส (Stainless Steel Sprocket)
เป็นเฟืองโซ่ที่มีรูปทรงกลม ส่วนขอบเป็นฟันเฟืองเหมือนกับ เฟืองโซ่ มี กี่ชนิด ชนิดอื่นๆ เพียงแต่ทำมาจากวัสดุที่มีความแรงสูงพิเศษอย่างสเตนเลส ซึ่งมีคุณสมบัติเหนือกว่าเหล็กธรรมดาหลายด้าน เนื้อสเตนเลสแข็งแกร่งกว่าเหล็กธรรมดาหลายเท่าจึงไม่ค่อยเกิดการกัดกร่อนเสื่อมสภาพ ไม่เกิดสนิมตลอดอายุการใช้งาน โดนน้ำได้ และสามารถทนกับอุณหภูมิร้อนจัดได้สบาย จึงเหมาะกับเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่ใช้งานในพื้นที่เปียกชื้น ร้อนจัด หรือแม้แต่งานที่ต้องรับกับน้ำหนักมากพิเศษ
-
เฟืองโซ่พลาสติก (Plastic Spocket)
เป็นเฟืองโซ่ที่ทำมาจากวัสดุพลาสติกหลากหลายชนิด ตามลักษณะงานที่ต้องเจอ เช่นพลาสติก โพลิเอทิลีน ไนลอน ฟลูออโรโพลิเมอร์ เป็นต้น ฟันเฟืองชนิดนี้ไม่เหมาะกับงานอุตสาหกรรมโดยตรง เพราะมีความแข็งแรงไม่เพียงพอสำหรับงานหนัก แต่มักใช้ในงานผลิตสินค้าต่างๆ ของโรงงานอุตสาหกรรม สิ่งของที่นิยมนำเฟืองโซ่พลาสติกมาใช้กับระบบกลไกขับเคลื่อนมีตั้งแต่ ของเล่น หุ่นยนต์ และอีกมากมาย
-
เฟืองโซ่ฟันสองชั้น (Double Sprocket)
ฟันเฟืองชนิดสองชั้นมีลักษณะเป็นทรงกลมมีฟันเฟืองโดยรอบ มีทั้งแบบดุมเดี่ยว ดุมคู่ หรือไม่มีดุม เช่นเดียวกับชนิดอื่นๆ โดยความแตกต่างของชนิดนี้คือฟันเฟืองคู่นั้นเอง หมายความว่าเราต้องใช้โซ่สองเส้นเพื่อให้ส่งกำลังไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งการใช้โซ่สองเส้นนั้นมีข้อดีช่วยให้มีการยืดจับดีกว่าเดิม สามารถรับน้ำหนักได้มากขึ้น และลำเลียงของบนสายพานลำเลียงได้เร็วกว่าเดิมนั้นเอง
ระบบส่งกำลังเฟืองโซ่ เหมาะกับงานแบบไหน
เฟือง คืออะไร เหมาะกับอะไร ในระบบส่งกำลังเฟืองโซ่เหมาะกับเครื่องจักรที่ต้องการความแม่นยำละเอียดอ่อน และพละกำลังที่สูง สามารถรับน้ำหนักได้สูง และต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีตัวแปรหลายอย่าง อย่างเช่น ความชื้น อุณหภูมิร้อนจัด หรือฝุ่นละอองนั่นเอง
เรื่องของระบบส่งกำลังเฟืองโซ่ก็มีอยู่เพียงเท่านี้ หวังว่าทุกท่านจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้ไม่มากก็น้อย และหากท่านมีข้อสงสัย หรือต้องการความช่วยเหลือด้านระบบส่งกำลังชนิดต่างๆ สามารถติดต่อสอบถามทีมงานวิศวะ TMS ได้เลย เรายินดีรับฟัง และช่วยหาคำตอบให้กับท่าน ด้วยประสบการณ์ด้าน ระบบส่งกำลัง เฟืองโซ่ Sprocket คืออะไร, ตลับลูกปืน, โซ่เฟือง, ย่อยโซ่, สายพาน ซีล, ระบบหล่อลื่น ฯลฯ กว่า 60 ปี
ลูกปืนปลอม SKF ปลอมดูยังไง? (รู้เรื่องภายใน 3 ขั้นตอนนี้)
วิธีตรวจว่าตลับลูกปืน SKF ปลอมมั้ย
สินค้าที่คุณซื้อมาอาจจะติดป้ายว่าเป็นสินค้าของแบรนด์ SKF แต่ท่านจะแน่ใจได้อย่างไรว่าชิ้นนั้นจะเป็นของแท้ 100% เนื่องจากสินค้าในท้องตลาดปัจจุบันมีของปลอมแอบอ้างยี่ห้อดังๆ อยู่ทุกหย่อมหญ้า ซึ่งสินค้าของแบรนด์ SKF ก็กำลังเผชิญกับปัญหาชนิดนี้อยู่เช่นกัน ปัญหาสินค้าปลอมถือเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับแบรนด์ต่างๆ ที่นอกจากจะทำให้เสียรายได้และชื่อเสียงแล้ว ลูกค้าก็ยังต้องเจอกับปัญหาสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพโดยไม่รู้ตัว
การใช้ตลับลูกปืนปลอมโดยไม่ได้ตั้งใจอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งใหญ่ เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคุณภาพของสินค้าจะแย่มากน้อยแค่ไหน อาจจะทำให้เกิดความเสียหนักต่อเครื่องจักรทำให้เสียเงินค่าซ่อมและค่าเสียโอกาสระหว่างต้องพักเครื่องอีกมากมาย หรืออาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพพนักงานและสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นวันนี้เรามาดูวิธีการตรวจสอบสินค้า SKF ลูกปืนปลอมดูยังไง เพื่อให้ได้สินค้าแท้ที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล
วิธีซื้อสินค้า SKF มั่นใจได้ของแท้ 100% ทุกการสั่งซื้อ
ปัญหาสินค้าปลอมเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทางบริษัท SKF ต้องพบเจอและต่อสู้เพื่อหาวิธีป้องกันแก้ไขที่ดีที่สุดมานานกว่าสิบปี ซึ่งในสมัยก่อนทางบริษัทนั้นจะให้ความรู้และเปิดอบรมให้แก่บุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาศึกษาวิธีการสังเกตตรวจสอบสินค้าแท้ปลอมอย่างไร ผลปรากฏว่าเมื่อให้ความรู้ไปแล้ว หลังๆ เหล่ามิจฉาชีพยิ่งมีความสามารถที่จะผลิตสินค้าให้ออกมามีหน้าตาและจุดสังเกตใกล้เคียงกับของแท้มากกว่าเดิม ทำให้ทาง SKF ต้องพัฒนาเปลี่ยนวิธีป้องกันอีกครั้ง ตลับลูกปืน skf ปลอมดูยังไง ซึ่งก็คือจุดกำเนิดของแอปพลิเคชันที่ลูกค้าสามารถใช้เพื่อตรวจสอบสินค้าได้ด้วยตัวเองง่ายๆ ขั้นตอนการตรวจสอบจะมีอะไรบ้างตามมาดูกันได้ดังนี้
วิธีใช้แอปพลิเคชัน SKF เพื่อตรวจสอบสินค้าแท้
- ขั้นตอนแรก เข้าไปโหลดแอปพลิเคชัน SKF สำหรับโทรศัพท์มือถือโดยพิมพ์ค้นหาใน App Store สำหรับ IOS ว่า “SKF Authenticate” หรือท่านที่ใช้ Android ให้พิมพ์ค้นหา “SKF Authenticate” ใน Google Play Store เช่นกัน
- เมื่อคุณดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชันเป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้กดเปิดแอปพลิเคชันขึ้นมาจะพบกับ 3หมวดหมู่ให้เลือกด้านล่างสุดของแอป คือ ตรวจสอบสินค้า(Verify Product), สแกนโค้ด(Scan Code) และ ช่องเมนู(Menu) ให้เรากดเลือกไปที่ “ตรวจสอบสินค้า”
- Skf ปลอมดูยังไง หลังจากนั้นเราจะต้องทำการส่งรูปภาพของสินค้าไปให้ผู้เชี่ยวชาญของทาง SKF ทำให้ตรวจสอบ เพื่อหาข้อสรุปว่าสินค้าของเราเป็นของแท้หรือของปลอม โดยเข้าไปกดอ่านขั้นตอนการถ่ายภาพได้ที่ “Instructions” เพื่อดูว่าทาง SKF ต้องการรูปอะไรบ้างดังนี้
- รูปถ่ายกล่องบรรจุภัณฑ์ของสินค้า ควรจะถ่ายรูปหลายๆ ด้านของบรรจุภัณฑ์ ซึ่งหน้าตาบรรจุภัณฑ์ของสินค้าแต่ละชนิดอาจจะมีความแตกต่างกันออกไปตามสินค้านั้นๆ
- รูปถ่ายด้านข้างของกล่องบรรจุภัณฑ์ ควรถ่ายรูปภาพด้านข้างให้ครบทั้ง 4 มุม เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบสินค้ามากที่สุด
- รูปถ่ายฉลากสินค้าบนตัวบรรจุภัณฑ์ หากสินค้า SKF ที่ลูกค้าได้รับมีฉลากสินค้าที่บอก ชื่อสินค้า รหัสสินค้า และ บาร์โค้ดให้ทำการถ่ายรูปภาพเช่นกัน
- รูปถ่ายผลิตภัณฑ์ เมื่อแกะกล่องออกมาแล้วให้ลูกค้าถ่ายรูปภาพของสินค้าหลากหลายมุม เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบมากที่สุดเพราะสินค้าแต่ละชนิดจะมีหน้าตาที่แตกต่างกันออกไป
- รูปถ่ายเครื่องหมายการค้าและรหัสสินค้าบนตัวผลิตภัณฑ์ ถ่ายรูปภาพของเครื่องหมายต่างๆ บนตัวสินค้าที่ทางบริษัทสลักเอาไว้ เช่น เครื่องหมายการค้า และ รหัสสินค้า
- รูปถ่ายใบเสร็จ (Invoice) หากลูกค้าได้รับใบเสร็จจากร้านที่จำหน่ายสินค้าให้แก่ท่านไป ให้ถ่ายรูปภาพของใบเสร็จมาให้ทาง SKF ตรวจสอบ เพื่อตรวจสอบว่าเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการหรือไม่ ซึ่งใบเสร็จของตัวแทนแต่ละที่อาจจะมีความแตกต่างกันออกไป
เมื่อคุณได้ถ่ายรูปภาพ ลูกปืนปลอมดูยังไง ครบทุกแบบตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว ให้ย้อนกลับไปที่หน้ายืนยันสินค้า แล้วกดปุ่ม “Use existing photos” แล้วจึงเลือกรูปภาพต่างๆ ของสินค้าที่ต้องการตรวจสอบ หลังจากเลือกครบแล้วให้ทำการยืนยัน เพื่อส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญของ SKF ทำการตรวจสอบ ซึ่งจะใช้เวลาทราบผลแตกต่างกันออกไปตามความยากง่าย และจำนวนสินค้าที่ส่งเข้ามาตรวจสอบ
วิธีใช้แอปพลิเคชัน SKF เพื่อค้นหาตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
แน่นอนว่าการถ่ายรูปภาพของสินค้าทุกชิ้นอาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเสียเวลา หากมีสินค้าที่แตกต่างกันออกไปมากถึงหลักสิบ หลักร้อยชิ้นคงจะได้นั่งถ่ายรูปส่งตรวจสอบกันทั้งวันทั้งคืนไม่จบไม่สิ้น ดังนั้นการเลือกร้านค้าที่ไว้ใจได้ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากที่ลูกค้าทุกคนห้ามมองข้ามเด็ดขาด
หากคุณเลือกซื้อสินค้ากับตัวแทนจำหน่าย SKF นอกจากจะได้รับสินค้าของแท้ 100% แล้ว ยังมั่นใจได้ว่าสินค้ามีความแข็งแรงทนทานอายุการใช้งานที่ยาวนาน ไม่ส่งผลเสียต่อเครื่องจักร บุคลากร หรือ สิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน ซึ่งบริษัท SKF มีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการมากกว่า 17,000 แห่งทั่วโลก ที่พร้อมจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าที่ท่านต้องการ โดยลูกค้าสามารถค้นหาตัวแทนจำหน่ายที่ให้บริการใกล้กับท่านได้ผ่านขั้นตอนดังต่อไปนี้
- ขั้นตอนแรก ให้ลูกค้าที่ต้องการตรวจว่าสินค้าแท้ปลอม เข้าไปโหลดแอปพลิเคชัน SKF สำหรับโทรศัพท์มือถือโดยพิมพ์ค้นหาใน App Store สำหรับ IOS ว่า “SKF Authenticate” หรือท่านที่ใช้ Android ให้พิมพ์ค้นหา “SKF Authenticate” ใน Google Play Store เช่นกัน
- เมื่อลูกค้าดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชัน ตลับลูกปืน skf ปลอมดูยังไง เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้กดเปิดแอปพลิเคชันขึ้นมาจะพบกับ 3หมวดหมู่ให้เลือกด้านล่างสุดของแอป คือ ตรวจสอบสินค้า(Verify Product), สแกนโค้ด(Scan Code) และ ช่องเมนู(Menu) ให้เรากดเลือกไปที่ “เมนู (Menu)”
- เมื่อเข้าไปแล้วจะพบกับหมวดหมู่ให้เลือกมากถึง 5-6 ชนิด ให้ลูกค้ามองหาหมวดหมู่ “ค้นหาตัวแทนจำหน่าย (Find Distributor)” แล้วกดเข้าไป
- หน้าต่างใหม่จะเด้งขึ้นมา ซึ่งก็คือหน้าต่างสำหรับค้นหาตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ SKF โดยจะมีช่องให้กรอกข้อมูลพื้นที่อยู่ 4 ช่องดังต่อไปนี้
- ช่องแรกเป็นช่องสำหรับกรอกที่อยู่ของเรา เช่น ตำบล, อำเภอ, จังหวัด และ ประเทศ เพื่อหาตัวแทนจำหน่ายบริเวณใกล้เคียงที่สุด
- ช่องที่สองมีไว้สำหรับค้นหาชื่อตัวแทนจำหน่าย ซึ่งหากตัวแทนนั้นมีอยู่จริง เมื่อกดค้นหาจะขึ้นมาให้เรากดดูข้อมูลได้ เช่น ค้นหาตัวแทนจำหน่าย เตียวโม่วเส็ง (Teo Mong Seng) ก็จะปรากฏข้อมูลขึ้นมาทันที
- ช่องที่สามเป็นช่องที่เอาไว้เลือกประเภทของสินค้า SKF ที่เราสนใจ มีให้ท่านเลือกมากมายตั้งแต่ ตลับลูกปืน เฟืองโซ่ ยอย สายพาน พูลเลย์ ระบบหล่อลื่น จาระบี และอื่นๆ
- ช่องที่สี่คือช่องสำหรับเลือกประเภทของตัวแทนจำหน่าย SKF ซึ่งตัวแทนมีอยู่หลายหมวดหมู่ เช่น ตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์อะไหล่เครื่องจักรอุตสาหกรรมเกษตร, ตัวแทนอย่างเป็นทางการ, ช่างซ่อมที่ผ่านการรับรองจาก SKF, ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์จาระบี, ตัวแทนจำหน่ายสินค้า SKF ครบวงจร
เมื่อกรอกข้อมูลสถานที่และผลิตภัณฑ์ที่ต้องการเสร็จแล้ว ผลการค้นหาก็จะแสดงจำนวนตัวแทนจำหน่ายบริเวณใกล้เคียงให้เลือก โดยสามารถกดลูกศรด้านขวาของชื่อตัวแทนจำหน่ายเพื่อดูข้อมูลแผนที่ เบอร์โทร และเว็บไซต์ได้ เพียงทำตามขั้นตอนเท่านี้ท่านก็จะได้รับสินค้า SKF แท้ 100% ทุกครั้งเมื่อทำการสั่งซื้อ
เลือกซื้อสินค้า SKF ครบจบที่เดียวกับตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เตียวโม่วเส็ง
บริษัทเตียวโม่งเส็งจำกัด (TMS) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ SKF ตั้งแต่ปี 1987 ให้บริการอย่างตรงไปตรงมาเป็นเวลามากกว่า 30 ปีนับตั้งแต่วันแต่งตั้งและยังได้รับรางวัลตัวแทนจำหน่ายยอดเยี่ยมที่สุดของ SKF หลายปีซ้อน ลูกค้าจึงมั่นใจได้ในคุณภาพสินค้าและบริการหลังการขายของตัวแทนจำหน่ายเตียวโม่งเส็ง นอกจากนี้เรายังสามารถบอกคุณได้ว่า Skf ปลอมดูยังไง
เตียวโม่งเส็ง มีสินค้า SKF แท้ 100% ให้ท่านเลือกมากที่สุดในประเทศไทย เพราะเป็นหนึ่งใน 5 ตัวแทนจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย ไม่ว่าท่านกำลังมองหาสินค้าหมวดหมู่ ตลับลูกปืน เฟืองโซ่ ยอย สายพาน พูลเลย์ ระบบหล่อลื่น จาระบี และอื่นๆ ทางเตียวโม่งเส็งมีสินค้าราคาส่งและสินค้าในสต็อกพร้อมส่ง ไม่ต้องสั่งล่วงหน้าหมดปัญหาเครื่องจักรหยุดชะงักจากการรออะไหล่ เพราะฉะนั้นหากกำลังมองหาสินค้า SKF ชิ้นไหน
รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน SKF ทั้งหมด - ครบจบที่เดียว (ล่าสุด 2026)
ตารางรหัสต่อท้าย Bearing SKF จบในหน้าเดียว
ตลับลูกปืน SKF มีรหัสต่อท้ายที่หลากหลายเพื่อบ่งบอกถึงคุณลักษณะของการออกแบบที่แตกต่างกันไป การออกแบบในแต่ละแบบของ SKF ทำขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานภายใต้สภาวะที่เข้ากับเครื่องจักรของคุณมากที่สุด
คุณสามารถใช้ปุ่ม Ctrl+F เพื่อเสิร์ชหารหัสต่อท้ายที่กำลังมองหาความหมายของมันอยู่ หรือสามารถกดจากสารบัญเพื่อไปตลับลูกปืนชนิดที่คุณกำลังตามหาอยู่ก็ได้
สารบัญ: ตามคำถามที่คุณสงสัย (จากคำถามที่พบเจอบ่อย)
สารบัญ: ตามชนิดตลับลูกปืน
- รหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดกลมร่องลึก SKF
- รหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดกลมสัมผัสเชิงมุม SKF
- รหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดกลมปรับแนวได้เอง SKF
- รหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดกลมกันรุน SKF
- รหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดทรงกระบอก SKF
- รหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดโค้งสองแถวปรับแนวได้เอง SKF
- รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน CARB SKF
- รหัสต่อท้ายตลับลูกเม็ดทรงกระบอกกันรุน SKF
- รหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดโค้งกันรุนปรับแนวได้เอง SKF
- รหัสต่อท้ายตลับลูกปืนตุ๊กตา SKF
อ่านต่อ: ขนาดตารางแบริ่ง SKF ทุกรุ่นครบจบที่เดียว
รหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดกลมร่องลึก SKF
ตารางรหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดกลมร่องลึก SKF
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายในตลับลูกปืน |
| A, AA, C, D | ออกแบบภายในตัวตลับลูกปืนที่อาจจะมีการเบี่ยงเบนจากเดิม |
| E | ออกแบบมาเพื่อให้ชุดลูกกลิ้งแข็งแรงขึ้น |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายนอก (เช่น ซีล ฝา ร่อง เป็นต้น) |
| N | มีร่องที่วงแหวนวงนอกของตัวตลับลูกปืน |
| NR | มีร่องที่วงแหวนวงนอกของตัวตลับลูกปืน พร้อมตัวแหวน |
| N1 | ร่องแหวนสำหรับการกำหนดตำแหน่ง |
| R | วงแหวนวงนอกมาพร้อมหน้าแปลน |
| -RS1, -2RS1 | มาพร้อมซีลฝายาง NBR แบบสัมผัส
|
| -RS2, -2RS2 | มาพร้อมซีลฝายาง FKM แบบสัมผัส
|
| -RSH, -2RSH | มาพร้อมซีลฝายาง NBR แบบสัมผัส
|
| -RSH2, -2RSH2 | มาพร้อมซีลฝายาง FKM แบบสัมผัส
|
| -RSL, -2RSL | มาพร้อมซีลฝายาง NBR แบบสัมผัสอ่อน แรงเสียดทานต่ำ
|
| -RST, -2RST | มาพร้อมซีลฝายาง NBR แบบสัมผัสอ่อน แรงเสียดทานต่ำ
|
| -RZ, -2RZ | มาพร้อมซีลฝายาง NBR แบบไม่สัมผัส แรงเสียดทานต่ำมาก
|
| -Z, -2Z | มาพร้อมซีลฝาเหล็ก
|
| -ZNBR |
|
| -ZNR |
|
| -2ZNR |
|
| -2ZS | มาพร้อมซีลฝาเหล็ก 2 ข้าง และถูกล็อคไว้ด้วยวงแหวนกำหนดตำแหน่ง |
| X | รหัสของขนาดของตลับลูกปืนอยู่นอกขอบเขตของ ISO |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบตัวรังในตลับลูกปืน |
| – |
|
| M |
|
| MA(S) |
|
| MB(S) |
|
| TN |
|
| TN9 |
|
| TN9/VG1561 |
|
| TNH |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การทำให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้นด้วยความร้อน |
| HA1 | ตัววงแหวนวงนอกและวงแหวนวงใน แข็งแรงขึ้นขึ้นด้วยกรรมวิธี Case-hardened |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบค่าความแม่นยำ ค่าช่องว่างภายใน ค่าพรีโหลด |
| P5 | ค่าความแม่นยำสูงถึงค่าพิกัด P5 |
| P6 | ค่าความแม่นยำสูงถึงค่าพิกัด P6 |
| P52 |
|
| P62 |
|
| P63 |
|
| CN | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีมาตราฐาน |
| C1 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีเล็กกว่า C2 |
| C2 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีเล็กกว่า CN (เล็กกว่าค่ามาตราฐาน) |
| C3 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีใหญ่กว่า CN (ใหญ่กว่าค่ามาตราฐาน) |
| C4 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีใหญ่กว่า C3 |
| C5 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีใหญ่กว่า C4 |
| CA | ใช้ในกรณีประกับตลับลูกปืนคู่กัน เพื่อให้มีค่าช่องว่างในแนวแกนเล็กน้อย |
| GA | ใช้ในกรณีประกับตลับลูกปืนคู่กัน เพื่อให้มีพรีโหลดในแนวแกนเล็กน้อย |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | ชุดแบริ่งหรือจับประกบคู่ตลับลูกปืน |
| DB | สำหรับจับประกบคู่ตลับลูกปืนแบบหลังชนหลัง (Back-to-back) |
| DF | สำหรับจับประกบคู่ตลับลูกปืนแบบหน้าชนหน้า (Face-to-face) |
| DT | สำหรับจับประกบคู่ตลับลูกปืนแบบหันไปในทิศทางเดียวกัน |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | ความเสถียรภาพ |
| S0 | วงแหวนตลับลูกปืนสามารถรับความร้อนในขณะทำงานได้ถึง ≤ 150 °C (300 °F) |
| S1 | วงแหวนตลับลูกปืนสามารถรับความร้อนในขณะทำงานได้ถึง ≤ 200 °C (390 °F) |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การหล่อลื่นด้วยจารบีมาในตัว |
| GE2 GFJ GJN HT LHT23 LT LT10 MT33 MT47 VT378 WT | ตลับลูกปืนถูกอัดจารบีชนิดพิเศษมาไว้แล้ว เช่นจารบีทนความร้อน จารบีสำหรับการรับแรงเป็นต้น |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | รหัสต่อท้ายอื่นๆ |
| VP311 | ใช้สำหรับอุตสหกรรมอาหาร
|
| VQ658 | ถูกออกแบบมาให้ทำงานโดยที่มีเสียงรบกวนจากการทำงานน้อยที่สุด |
| VA201 |
|
| VA208 |
|
| VA228 |
|
รหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดกลมสัมผัสเชิงมุม SKF
ตารางรหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดกลมสัมผัสเชิงมุมแถวเดี่ยว SKF
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายในตลับลูกปืน |
| A | องศาสัมผัส 30° |
| AB | องศาสัมผัส 20° (ตลับลูกปืนชนิดนิ้ว) |
| AC | องศาสัมผัส 25° |
| B | องศาสัมผัส 40° |
| E | ออกแบบพิเศษมาเพื่อให้ด้านในตัวตลับลูกปืนแข็งแรงขึ้นโดยรวม |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายนอก (เช่น ซีล ฝา ร่อง เป็นต้น) |
| N1 | ร่องแหวนสำหรับการกำหนดตำแหน่ง |
| CA | สำหรับงานตลับลูกปืนที่ใช้ประกบคู่ การประกบคู่ของตัวตลับลูกปืนสองตัวไม่ว่าจะเป็นแบบหลังชนหลัง (Back-to-back) หรือหน้าชนหน้า (Face-to-face) จะมีค่าช่องว่างในแนวแกนเล็กกว่าค่าช่องว่างมาตราฐาน (CB) |
| CB | สำหรับงานตลับลูกปืนที่ใช้ประกบคู่ การประกบคู่ของตัวตลับลูกปืนสองตัวไม่ว่าจะเป็นแบบหลังชนหลัง (Back-to-back) หรือหน้าชนหน้า (Face-to-face) จะมีค่าช่องว่างในแนวแกนเป็นค่าช่องว่างมาตราฐาน |
| CC | สำหรับงานตลับลูกปืนที่ใช้ประกบคู่ การประกบคู่ของตัวตลับลูกปืนสองตัวไม่ว่าจะเป็นแบบหลังชนหลัง (Back-to-back) หรือหน้าชนหน้า (Face-to-face) จะมีค่าช่องว่างในแนวแกนมากกว่าค่าช่องว่างมาตราฐาน (CB) |
| G | สำหรับงานตลับลูกปืนที่ใช้ประกบคู่ การประกบคู่ของตัวตลับลูกปืนสองตัวไม่ว่าจะเป็นแบบหลังชนหลัง (Back-to-back) หรือหน้าชนหน้า (Face-to-face) จะมีค่าช่องว่างในแนวแกน |
| GA | สำหรับงานตลับลูกปืนที่ใช้ประกบคู่ การประกบคู่ของตัวตลับลูกปืนสองตัวไม่ว่าจะเป็นแบบหลังชนหลัง (Back-to-back) หรือหน้าชนหน้า (Face-to-face) จะมีค่าพรีโหลดแบบอ่อน |
| GB | สำหรับงานตลับลูกปืนที่ใช้ประกบคู่ การประกบคู่ของตัวตลับลูกปืนสองตัวไม่ว่าจะเป็นแบบหลังชนหลัง (Back-to-back) หรือหน้าชนหน้า (Face-to-face) จะมีค่าพรีโหลดแบบปานกลาง |
| GC | สำหรับงานตลับลูกปืนที่ใช้ประกบคู่ การประกบคู่ของตัวตลับลูกปืนสองตัวไม่ว่าจะเป็นแบบหลังชนหลัง (Back-to-back) หรือหน้าชนหน้า (Face-to-face) จะมีค่าพรีโหลดแบบสูง |
| -2RZ | มาพร้อมซีลฝายาง NBR ปิดทั้ง 2 ข้างแบบไม่สัมผัส แรงเสียดทานต่ำมาก |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบตัวรังในตลับลูกปืน |
| F |
|
| J |
|
| M |
|
| MB |
|
| P |
|
| PH |
|
| Y |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบค่าความแม่นยำ ค่าช่องว่างภายใน ค่าพรีโหลด |
| P5 | ค่าความแม่นยำสูงถึงค่าพิกัด P5 |
| P6 | ค่าความแม่นยำสูงถึงค่าพิกัด P6 |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | ชุดแบริ่งหรือจับประกบคู่ตลับลูกปืน |
| DB | สำหรับจับประกบคู่ตลับลูกปืนแบบหลังชนหลัง (Back-to-back) |
| DF | สำหรับจับประกบคู่ตลับลูกปืนแบบหน้าชนหน้า (Face-to-face) |
| DT | สำหรับจับประกบคู่ตลับลูกปืนแบบหันไปในทิศทางเดียวกัน |
ตารางรหัสต่อท้ายตลับลูกปืนสัมผัสเชิงมุมสองแถว SKF
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายในตลับลูกปืน |
| A |
|
| D | วงแหวนวงในแบ่งเป็นสองชิ้นประกอบกัน |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายนอก (เช่น ซีล ฝา ร่อง เป็นต้น) |
| N | มีร่องที่วงแหวนวงนอกของตัวตลับลูกปืน |
| NR | มีร่องที่วงแหวนวงนอกของตัวตลับลูกปืน พร้อมตัวแหวน |
| CB | ค่าช่องว่างภายในแนวแกนแบบปกติ |
| -2RS1 | มาพร้อมซีลฝายาง NBR ปิดทั้ง 2 ข้าง แบบสัมผัส |
| -2Z | มาพร้อมซีลเหล็กปิดทั้ง 2 ข้าง |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบตัวรังในตลับลูกปืน |
| – |
|
| J1 |
|
| M |
|
| MA |
|
| TN9 |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบค่าความแม่นยำ ค่าช่องว่างภายใน ค่าพรีโหลด |
| P5 | ค่าความแม่นยำสูงถึงค่าพิกัด P5 |
| P6 | ค่าความแม่นยำสูงถึงค่าพิกัด P6 |
| P62 |
|
| P63 |
|
| P64 |
|
| C2 | ค่าช่องว่างภายในในแนวแกนเล็กกว่า CN (เล็กกว่าค่ามาตราฐาน) |
| C3 | ค่าช่องว่างภายในในแกนใหญ่กว่า CN (ใหญ่กว่าค่ามาตราฐาน) |
| C4 | ค่าช่องว่างภายในในแนวแกนใหญ่กว่า C3 |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การหล่อลื่นด้วยจารบีมาในตัว |
| GE2 GWF MT33 VT113 WT | ตลับลูกปืนถูกอัดจารบีชนิดพิเศษมาไว้แล้ว เช่นจารบีทนความร้อน จารบีสำหรับการรับแรงเป็นต้น |
ตารางรหัสต่อท้ายตลับลูกปืนสัมผัสสี่จุด SKF
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายนอก (เช่น ซีล ฝา ร่อง เป็นต้น) |
| N2 | มีร่องกำหนดตำแหน่งที่วงแหวนวงนอกของตัวตลับลูกปืน 2 ร่อง โดยที่ระยะห่างของทั้งสองร่องห่างกัน 180° |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบตัวรังในตลับลูกปืน |
| FA |
|
| MA |
|
| PHAS |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบค่าความแม่นยำ ค่าช่องว่างภายใน ค่าพรีโหลด |
| P6 | ค่าความแม่นยำสูงถึงค่าพิกัด P6 |
| P62 |
|
| P63 |
|
| P64 |
|
| P6CNL |
|
| CNL | ค่าช่องว่างภายในในแนวแกนต่ำกว่ามาตราฐานเล็กน้อย แต่มากกว่า C2 เล็กน้อยเช่นกัน |
| C2 | ค่าช่องว่างภายในในแนวแกนต่ำกว่ามาตราฐานเล็กน้อย |
| C2H | ค่าช่องว่างภายในในแนวแกนต่ำกว่ามาตราฐานเล็กน้อย แต่มากกว่า C2 เล็กน้อยเช่นกัน |
| C2L | ค่าช่องว่างภายในในแนวแกนต่ำกว่า C2 เล็กน้อย |
| C3 | ค่าช่องว่างภายในในแนวแกนสูงกว่าค่าช่องว่างภายในมาตราฐาน |
| C4 | ค่าช่องว่างภายในในแนวแกนสูงกว่าค่าช่องว่างภายใน C3 |
| 344524 | ค่าช่องว่างภายในในแนวแกนต่ำกว่ามาตราฐานเล็กน้อย แต่มากกว่า C2 เล็กน้อยเช่นกัน |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | ความเสถียรภาพ |
| S1 | วงแหวนตลับลูกปืนสามารถรับความร้อนในขณะทำงานได้ถึง ≤ 200 °C (390 °F) |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | รหัสต่อท้ายอื่นๆ |
| 309829 | ตัวเม็ดลูกกลิ้งใหญ่กว่าปกติ |
รหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดกลมปรับแนวได้เอง SKF
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายในตลับลูกปืน |
| E | ออกแบบภายในแข็งแกร่งพิเศษให้สามารถรองรับโหลดได้มากขึ้น |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายนอก (เช่น ซีล ฝา ร่อง เป็นต้น) |
| -2RS1 | มาพร้อมซีลฝายาง NBR ปิดทั้ง 2 ข้าง แบบสัมผัส |
| K |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบตัวรังในตลับลูกปืน |
| M |
|
| TN9 |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบค่าความแม่นยำ ค่าช่องว่างภายใน ค่าพรีโหลด |
| C2 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีเล็กกว่า CN (เล็กกว่าค่ามาตราฐาน) |
| C3 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีใหญ่กว่า CN (ใหญ่กว่าค่ามาตราฐาน) |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การหล่อลื่นด้วยจารบีมาในตัว |
| W64 | น้ำมันแข็ง |
รหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดกลมกันรุน SKF
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบตัวรังในตลับลูกปืน |
| F |
|
| M |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบค่าความแม่นยำ ค่าช่องว่างภายใน ค่าพรีโหลด |
| P5 | ค่าความแม่นยำสูงถึงค่าพิกัด P5 |
| P6 | ค่าความแม่นยำสูงถึงค่าพิกัด P6 |
รหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดทรงกระบอก SKF
ตารางรหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดทรงกระบอกแถวเดี่ยว SKF
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายในตลับลูกปืน |
| A | ปรับประสิทธิภาพการทำงานของตัวตลับลูกปืนโดยการออกแบบภายในให้ดียิ่งขึ้น |
| EC | ปรับประสิทธิภาพการทำงานของตัวตลับลูกปืนโดยการออกแบบตัวเม็ดลูกกลิ้งเม็ดหมอนให้ดียิ่งขึ้น |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายนอก (เช่น ซีล ฝา ร่อง เป็นต้น) |
| K |
|
| N | มีร่องที่วงแหวนวงนอกของตัวตลับลูกปืน |
| NR | มีร่องที่วงแหวนวงนอกของตัวตลับลูกปืน พร้อมตัวแหวน |
| N1 | ร่องแหวนสำหรับการกำหนดตำแหน่ง |
| N2 | มีร่องกำหนดตำแหน่งที่วงแหวนวงนอกของตัวตลับลูกปืน 2 ร่อง โดยที่ระยะห่างของทั้งสองร่องห่างกัน 180° |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบตัวรังในตลับลูกปืน |
| FR |
|
| J |
|
| L |
|
| LA |
|
| LB |
|
| LL |
|
| M |
|
| MA(S) |
|
| MB |
|
| ML |
|
| MP |
|
| MR |
|
| P |
|
| PA |
|
| PH |
|
| PHA |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การทำให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้นด้วยความร้อน |
| HA1 | ตัววงแหวนวงนอกและวงแหวนวงใน แข็งแรงขึ้นด้วยกรรมวิธี Case-hardened |
| HA2 | ตัววงแหวนวงนอก แข็งแรงขึ้นด้วยกรรมวิธี Case-hardened |
| HA3 | ตัววงแหวนวงใน แข็งแรงขึ้นด้วยกรรมวิธี Case-hardened |
| HB1 | ตัววงแหวนวงนอกและวงแหวนวงใน แข็งแรงขึ้นด้วยกรรมวิธี Bainite-hardened |
| HB3 | ตัววงแหวนวงใน แข็งแรงขึ้นด้วยกรรมวิธี Bainite-hardened |
| HN1 | ตัววงแหวนวงในและวงแหวนวงนอก แข็งแรงขึ้นโดยใช้ความร้อน |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบค่าความแม่นยำ ค่าช่องว่างภายใน ค่าพรีโหลด |
| CN | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีมาตราฐาน |
| C2 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีเล็กกว่า CN (เล็กกว่าค่ามาตราฐาน) |
| C3 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีใหญ่กว่า CN (ใหญ่กว่าค่ามาตราฐาน) |
| C4 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีใหญ่กว่า C3 |
| C5 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีใหญ่กว่า C4 |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | ชุดแบริ่งหรือจับประกบคู่ตลับลูกปืน |
| DR | ชุดตลับลูกปืนแบบเดียวกัน 2 ตัว |
| TR | ชุดตลับลูกปืนแบบเดียวกัน 3 ตัว |
| QR | ชุดตลับลูกปืนแบบเดียวกัน 4 ตัว |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | ความเสถียรภาพ |
| S1 | วงแหวนตลับลูกปืนสามารถรับความร้อนในขณะทำงานได้ถึง ≤ 200 °C (390 °F) |
| S2 | วงแหวนตลับลูกปืนสามารถรับความร้อนในขณะทำงานได้ถึง ≤ 250 °C (480 °F) |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การหล่อลื่นด้วยจารบีมาในตัว |
| W33 |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | รหัสต่อท้ายอื่นๆ |
| PEX |
|
| VA301 | สำหรับตลับลูกปืนที่ใช้ในมอเตอร์ฉุดยางพาหนะทางรถไฟโดยเฉพาะ |
| VA305 | เหมือน VA301 แต่มีการดูแลระหว่างกระบวนการผลิตเป็นพิเศษ |
| VA350 | สำหรับตลับลูกปืนที่ใช้ในกล่องเพลารถไฟโดยเฉพาะ |
| VA380 | สำหรับตลับลูกปืนที่ใช้ในกล่องเพลารถไฟโดยเฉพาะตามแบบของ EN 12080 class 1 |
| VA3091 | เหมือน VA301 และผิวนอกของวงแหวนวงนอกถูกเคลือบด้วย Aluminium Oxide |
| VC025 | ตลับลูกปืนถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการสึกหลอในรางวิ่งเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับเครื่องจักรที่ต้องทำงานภายใต้สภาพอากาศที่มีความปนเปื้อนสูง |
| VE901 | ปรับเปลี่ยนการออกแบบภายในตัวตลับลูกปืนเพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น |
| VQ015 |
|
ตารางรหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดทรงกระบอกสองแถว SKF
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายในตลับลูกปืน |
| A, B, C | ออกแบบภายในตัวตลับลูกปืนที่อาจจะมีการเบี่ยงเบนจากเดิม |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายนอก (เช่น ซีล ฝา ร่อง เป็นต้น) |
| G | รูเพลาเป็นร่องเกลียว |
| K |
|
| K30 |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบตัวรังในตลับลูกปืน |
| F |
|
| M |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การปรับเปลี่ยนวัสดุของตัวตลับลูกปืน |
| HA1 | ตัววงแหวนวงนอกและวงแหวนวงใน แข็งแรงขึ้นด้วยกรรมวิธี Case-hardened |
| HA4 |
|
| HA5 | ตัวเม็ดลูกกลิ้งเม็ดหมอน แข็งแรงขึ้นด้วยกรรมวิธี Case-hardened |
| HB1 | ตัววงแหวนวงในและวงแหวนวงนอก แข็งแรงขึ้นด้วยกรรมวิธี Bainite-hardened |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบค่าความแม่นยำ ค่าช่องว่างภายใน ค่าพรีโหลด |
| CN | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีมาตราฐาน |
| C2 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีเล็กกว่า CN (เล็กกว่าค่ามาตราฐาน) |
| C3 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีใหญ่กว่า CN (ใหญ่กว่าค่ามาตราฐาน) |
| C4 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีใหญ่กว่า C3 |
| C5 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีใหญ่กว่า C4 |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | ชุดแบริ่งหรือจับประกบคู่ตลับลูกปืน |
| DR | ชุดตลับลูกปืนแบบเดียวกัน 2 ตัว |
| TR | ชุดตลับลูกปืนแบบเดียวกัน 3 ตัว |
| QR | ชุดตลับลูกปืนแบบเดียวกัน 4 ตัว |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | ความเสถียรภาพ |
| S1 | วงแหวนตลับลูกปืนสามารถรับความร้อนในขณะทำงานได้ถึง ≤ 200 °C (390 °F) |
| S2 | วงแหวนตลับลูกปืนสามารถรับความร้อนในขณะทำงานได้ถึง ≤ 250 °C (480 °F) |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การหล่อลื่นด้วยจารบีมาในตัว |
| W20 | รูเติมจารบีที่วงแหวนวงนอก |
| W33(X) |
|
ตารางรหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดทรงกระบอกแบบเม็ดเต็มลูกแถวเดี่ยว SKF
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายในตลับลูกปืน |
| CV | ออกแบบภายในตัวตลับลูกปืน เพิ่มเม็ดลูกกลิ้งเม็ดหมอนให้เต็มตัวตลับลูกปืน |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบตัวรังในตลับลูกปืน |
| V |
|
| VH |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การทำให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้นด้วยความร้อน |
| HA1 | ตัววงแหวนวงนอกและวงแหวนวงใน แข็งแรงขึ้นด้วยกรรมวิธี Case-hardened |
| HB1 | ตัววงแหวนวงนอกและวงแหวนวงใน แข็งแรงขึ้นด้วยกรรมวิธี Bainite-hardened |
| L4B | ตัววงแหวนวงนอก ตัววงแหวนวงใน และตัวเม็ดลูกกลิ้งเม็ดหมอน ถูกทำให้แข็งแรงขึ้นผ่านกรรมวิธี black oxidized |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบค่าความแม่นยำ ค่าช่องว่างภายใน ค่าพรีโหลด |
| CN | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีมาตราฐาน |
| C2 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีเล็กกว่า CN (เล็กกว่าค่ามาตราฐาน) |
| C3 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีใหญ่กว่า CN (ใหญ่กว่าค่ามาตราฐาน) |
| C4 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีใหญ่กว่า C3 |
| C5 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีใหญ่กว่า C4 |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | ชุดแบริ่งหรือจับประกบคู่ตลับลูกปืน |
| DR | ชุดตลับลูกปืนแบบเดียวกัน 2 ตัว |
| TR | ชุดตลับลูกปืนแบบเดียวกัน 3 ตัว |
| QR | ชุดตลับลูกปืนแบบเดียวกัน 4 ตัว |
ตารางรหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดทรงกระบอกแบบเม็ดเต็มลูกสองแถว SKF
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายในตลับลูกปืน |
| CV | ออกแบบภายในตัวตลับลูกปืน เพิ่มเม็ดลูกกลิ้งเม็ดหมอนให้เต็มตัวตลับลูกปืน |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายนอก (เช่น ซีล ฝา ร่อง เป็นต้น) |
| ADB | ออกแบบภายในตัวตลับลูกปืนและซีล (สำหรับซีรี่ย์รุ่น NNF 50) |
| B | เพิ่มประสิทธิภาพซีลและจารบี |
| DA | ออกแบบภายในตัวตลับลูกปืนและซีล (สำหรับซีรี่ย์รุ่น 3194…) |
| -2LS | มาพร้อมซีลฝายาง PUR แบบสัมผัสทั้ง 2 ข้าง |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบตัวรังในตลับลูกปืน |
| V |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การทำให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้นด้วยความร้อน |
| HB1 | ตัววงแหวนวงนอกและวงแหวนวงใน แข็งแรงขึ้นด้วยกรรมวิธี Bainite-hardened |
| L4B | ตัววงแหวนวงนอก ตัววงแหวนวงใน และตัวเม็ดลูกกลิ้งเม็ดหมอน ถูกทำให้แข็งแรงขึ้นผ่านกรรมวิธี black oxidized |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบค่าความแม่นยำ ค่าช่องว่างภายใน ค่าพรีโหลด |
| CN | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีมาตราฐาน |
| C2 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีเล็กกว่า CN (เล็กกว่าค่ามาตราฐาน) |
| C3 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีใหญ่กว่า CN (ใหญ่กว่าค่ามาตราฐาน) |
| C4 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีใหญ่กว่า C3 |
| C5 | ค่าช่องว่างภายในในแนวรัศมีใหญ่กว่า C4 |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | ชุดแบริ่งหรือจับประกบคู่ตลับลูกปืน |
| DR | ชุดตลับลูกปืนแบบเดียวกัน 2 ตัว |
| TR | ชุดตลับลูกปืนแบบเดียวกัน 3 ตัว |
| QR | ชุดตลับลูกปืนแบบเดียวกัน 4 ตัว |
รหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดโค้งสองแถวปรับแนวได้เอง SKF
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายในตลับลูกปืน |
| BC |
|
| CA, CAC |
|
| CC(J), CJ |
|
| CCJA, EJA |
|
| E |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายนอก (เช่น ซีล ฝา ร่อง เป็นต้น) |
| -CS, -2CS | มาพร้อมซีลฝายาง NBR แบบสัมผัส
|
| -CS2, -2CS2 | มาพร้อมซีลฝายาง FKM แบบสัมผัส
|
| -CS5, -2CS5 | มาพร้อมซีลฝายาง HNBR แบบสัมผัส
|
| -RS, -2RS | มาพร้อมซีลฝายาง NBR แบบสัมผัส
|
| -RS5, -2RS5 | มาพร้อมซีลฝายาง HNBR แบบสัมผัส
|
| K |
|
| K30 |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบตัวรังในตลับลูกปืน |
| F |
|
| FA |
|
| J |
|
| JA |
|
| MA |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การปรับเปลี่ยนวัสดุของตัวตลับลูกปืน |
| 235220 |
|
| HA3 |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบค่าความแม่นยำ ค่าช่องว่างภายใน ค่าพรีโหลด |
| C08 | ค่าความแม่นยำสูงถึงค่าพิกัด P5 |
| C083 |
|
| C084 |
|
| C2 | ค่าช่องว่างภายในในแนวแกนต่ำกว่ามาตราฐานเล็กน้อย |
| C3 | ค่าช่องว่างภายในในแนวแกนสูงกว่าค่าช่องว่างภายในมาตราฐาน |
| C4 | ค่าช่องว่างภายในในแนวแกนสูงกว่าค่าช่องว่างภายใน C3 |
| C5 | ค่าช่องว่างภายในในแนวแกนสูงกว่าค่าช่องว่างภายใน C5 |
| P5 | ค่าความแม่นยำสูงถึงค่าพิกัด P5 |
| P6 | ค่าความแม่นยำสูงถึงค่าพิกัด P6 |
| P62 |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การหล่อลื่นด้วยจารบีมาในตัว |
| GEM9 | ตัวตลับลูกปืนถูกเติมจารบี SKF LGHB 2 ประมาณ 70-100% มาในตัว |
| GLE | ตัวตลับลูกปืนถูกเติมจารบี SKF LGWM 2 ประมาณ 25-45% มาในตัว |
| VT143 | ตัวตลับลูกปืนถูกเติมจารบี SKF LGEP 2 ประมาณ 25-45% มาในตัว |
| VT143B | ตัวตลับลูกปืนถูกเติมจารบี SKF LGEP 2 ประมาณ 45-60% มาในตัว |
| VT143C | ตัวตลับลูกปืนถูกเติมจารบี SKF LGEP 2 ประมาณ 70-100% มาในตัว |
| W64 | น้ำมันแข็ง |
| W |
|
| W20 | มีรูเติมจารบี 3 รูที่วงแหวนวงนอก |
| W26 | มีรูเติมจารบี 6 รูที่วงแหวนวงนอก |
| W33 |
|
| W33X |
|
| W77 |
|
| W513 | W26 + W33 |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | รหัสต่อท้ายอื่นๆ |
| R505 | สำหรับตลับลูกปืนที่ใช้ในกล่องเพลารถไฟโดยเฉพาะ |
| VA405 |
|
| VA406 |
|
| VA991 | ตลับลูกปืนสำหรับเครื่องจักรที่ต้องการความเร็วรอบสูงพิเศษ |
| VE552(E) | มีรูเกลียว 3 รูที่วงแหวนวงนอก ใช้สำหรับยกตลับลูกปืนด้วยเครน |
| VE553(E) | มีรูเกลียว 3 รูที่ด้านข้างวงแหวนวงนอก ใช้สำหรับยกตลับลูกปืนด้วยเครน |
| VG114 | รังเหล็กปั้มดัดขึ้นรูป ถูกทำให้แข็งแรงขึ้นด้วยกรรมวิธี surface-hardened |
| VQ424 | ความแม่นยำในการทำงานสูงกว่า C08 |
รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน CARB SKF
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายนอก (เช่น ซีล ฝา ร่อง เป็นต้น) |
| -CS5, -2CS5 | มาพร้อมซีลฝายาง HNBR แบบสัมผัส
|
| -NS, -2NS | มาพร้อมซีลฝายาง NBR แบบสัมผัส
|
| K |
|
| K30 |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบตัวรังในตลับลูกปืน |
| – |
|
| M |
|
| MB, MB1 |
|
| TN9 |
|
| V |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การทำให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้นด้วยความร้อน |
| HA3 | ตัววงแหวนวงใน แข็งแรงขึ้นด้วยกรรมวิธี Case-hardened |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบค่าความแม่นยำ ค่าช่องว่างภายใน ค่าพรีโหลด |
| C08 | ค่าความแม่นยำสูงถึงค่าพิกัด P5 |
| C2 | ค่าช่องว่างภายในในแนวแกนต่ำกว่ามาตราฐานเล็กน้อย |
| C3 | ค่าช่องว่างภายในในแนวแกนสูงกว่าค่าช่องว่างภายในมาตราฐาน |
| C4 | ค่าช่องว่างภายในในแนวแกนสูงกว่าค่าช่องว่างภายใน C3 |
| C5 | ค่าช่องว่างภายในในแนวแกนสูงกว่าค่าช่องว่างภายใน C4 |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | ความเสถียรภาพ |
| S3 | วงแหวนตลับลูกปืนสามารถรับความร้อนในขณะทำงานได้ถึง ≤ 300 °C (570 °F) |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การหล่อลื่นด้วยจารบีมาในตัว |
| GEM9 | ตัวตลับลูกปืนถูกเติมจารบี SKF LGHB 2 ประมาณ 70-100% มาในตัว |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | รหัสต่อท้ายอื่นๆ |
| VE240 | ตัวเม็ดลูกกลิ้งเม็ดหมอน จะสั้นกว่าปกติ |
| VG114 | รังเหล็กปั้มดัดขึ้นรูป ถูกทำให้แข็งแรงขึ้นด้วยกรรมวิธี surface-hardened |
| VM118 |
|
| VT143 | ตัวตลับลูกปืนถูกเติมจารบี SKF LGEP 2 ประมาณ 25-45% มาในตัว |
รหัสต่อท้ายตลับลูกเม็ดทรงกระบอกกันรุน SKF
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบตัวรังในตลับลูกปืน |
| M | รังทองเหลืองกลึงขึ้นรูป |
| TN | รัง Polyamide (PA66) ที่ถูกทำให้แข็งแรงขึ้นด้วยใยแก้ว |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การทำให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้นด้วยความร้อน |
| HA1 |
|
| HB1 |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบค่าความแม่นยำ ค่าช่องว่างภายใน ค่าพรีโหลด |
| P5 | ค่าความแม่นยำสูงถึงค่าพิกัด P5 |
รหัสต่อท้ายตลับลูกปืนเม็ดโค้งกันรุนปรับแนวได้เอง SKF
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายในตลับลูกปืน |
| E | ออกแบบมาเพื่อให้ชุดลูกกลิ้งแข็งแรงขึ้น |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายนอก (เช่น ซีล ฝา ร่อง เป็นต้น) |
| N1 | ร่องแหวนสำหรับการกำหนดตำแหน่ง |
| N2 | มีร่องกำหนดตำแหน่งวงแหวนกำหนดตำแหน่ง 2 ร่อง โดยที่ระยะห่างของทั้งสองร่องห่างกัน 180° |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบตัวรังในตลับลูกปืน |
| – |
|
| F |
|
| F3 |
|
| M |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | รหัสต่อท้ายอื่นๆ |
| VE447(E) | ตัวแหวนกำหนดตำแหน่งเพลามีรูเกลียว 3 รูที่ด้านข้างวงแหวนวงนอก ใช้สำหรับยกตลับลูกปืนด้วยเครน |
| VE710(E) | ตัวแหวนกำหนดตำแหน่งเสื้อมีรูเกลียว 3 รูที่ด้านข้างวงแหวนวงนอก ใช้สำหรับยกตลับลูกปืนด้วยเครน |
| VU029 | แหวนกำหนดตำแหน่งเพลาถูกปรับเปลี่ยนค่าช่องว่างในแนวแกน |
รหัสต่อท้ายตลับลูกปืนตุ๊กตา SKF
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายในตลับลูกปืน |
| B | มีรูเติมจารบีที่วงแหวนวงนอก (เฉพาะตลับลูกปืนตุ๊กตาที่มีวงแหวนวงในขนาดปกติ) |
| SB |
|
| Z | ตัวเกลียวขันน็อตเป็นระบบนิ้ว สำหรับตลับลูกปืนที่เป็นระบบมิลลิเมตรเท่านั้น |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การออกแบบภายนอก (เช่น ซีล ฝา ร่อง เป็นต้น) |
| -2D | มาพร้อมซีลฝายาง NBR แบบปาก 5 แฉกปิดทั้ง 2 ข้าง แบบสัมผัส |
| -2F |
|
| -2LP |
|
| -2RF |
|
| -2RS1 | มาพร้อมซีลฝายาง NBR ปิดทั้ง 2 ข้าง |
| C | ผิวด้านนอกเป็นแบบทรงกระบอก |
| GR | มีร่องสำหรับจารบีในตำแหน่งที่มีตัวล็อค |
| K |
|
| U | ตลับลูกปืนแบบไม่มีตัวล็อค |
| W | ตลับลูกปืนแบบไม่มีรูอัดจารบี |
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | การทำให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้นด้วยความร้อน |
| SS หรือ HV |
|
| VL065 | วงแหวนวงในและด้านหน้าตลับลูกปืนทั้งสองข้างถูกเคลือบด้วย Zinc |
| VL244 |
|
| ZM หรือ VE495 |
|
| รหัสต่อท้ายตลับลูกปืน | รหัสต่อท้ายอื่นๆ |
| AG | ตลับลูกปืนสำหรับเครื่องจักรในอุตสหกรรมเกรษตกรรม |
| AH | ตลับลูกปืนสำหรับเครื่องจักรปรับอากาศ |
| /H |
|
| VP076 | ฝาเหล็กทั้งปิดทั้งสองข้าง |
| VP274 | มาพร้อมซีลฝายาง NBR ปิดทั้ง 2 ข้างแบบสัมผัส |
จาระบีคืออะไร? 8 ประเภทของจาระบีที่รู้แล้วเซียนเลย
จาร บี คือ อะไร? วันนี้เราจะมาอธิบายกันให้เข้าใจซึ่ง “Grease” หรือที่คนไทยเรียกกันว่า “จาระบี” คือสารหล่อลื่นชนิดหนึ่งที่นำมาใช้งานกับชิ้นส่วนเครื่องจักรเพื่อลดแรงเสียดทานและป้องกันพื้นผิวไม่ให้เสื่อมสภาพจากการกัดกร่อน มีลักษณะทางกายภาพกึ่งของแข็งและกึ่งของเหลวทำให้สามารถยึดเกาะกับชิ้นงานได้ดี จาระบีจึงเหมาะกับการใช้งานบริเวณชิ้นส่วนที่ไม่สามารถใช้น้ำมันหล่อลื่นทั่วไปได้ อย่างเช่น ตลับลูกปืน ฟันเฟือง ข้อเหวี่ยง เป็นต้น เพราะชิ้นส่วนเหล่านี้ไม่สามารถกักเก็บน้ำมันหล่อลื่นชนิดทั่วไปที่มีความเหลวสูงไว้ได้ อย่างไรก็ตามในบางระบบอาจจะสร้างที่กักเก็บน้ำมันได้เช่นกัน แต่ด้วยวิธีนั้นจะต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้นในการสร้างเครื่องจักรให้รองรับการใช้น้ำมันเป็นสารหล่อลื่นได้ เพราะอย่างนี้จึงจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้สารหล่อลื่นที่มีคุณสมบัติกึ่งของแข็งกึ่งของเหลว ยืดเกาะได้ดี อย่างจาระบีเป็นต้น
หน้าที่หลักของจาระบี
- เป็นสารหล่อลื่นเพื่อลดแรงเสียดทานระหว่างชิ้นส่วนของเครื่องจักร
- ช่วยลดปัญหาเสื่อมสภาพจากการกัดกร่อนและป้องกันสนิมที่อาจจะเกิดขึ้นได้บนชิ้นส่วน
- ช่วยซับแรงกดและแรงกระแทกจากเครื่องจักร
- ยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนเครื่องจักร
- ช่วยไม่ให้เกิดการเสียดสีระหว่างชิ้นส่วนที่หมุน ทำให้ไม่เกิดความร้อนสะสม
- ช่วยป้องกันฝุ่นละอองและความชื้นเข้าไปทำลายชิ้นส่วนของเครื่องจักร
จาระบีทำมาจากอะไร
จาระบีบนท้องตลาดที่มีให้เลือกใช้งานสำหรับงานแต่ละประเภท ทำมาจากสารประกอบหลักเพียงสามตัว คือ น้ำมันหล่อลื่น (Lubricant Oil) สารอุ้มน้ำมัน (Thickener) และสารเพิ่มคุณสมบัติ (Additives) ซึ่งจะทำการผสมน้ำมันหล่อลื่นเข้ากับสารอุ้มน้ำมันในปริมาณที่แตกต่างขึ้นอยู่กับว่าต้องการระดับความหนืดมากน้อยเพียงใด และหากต้องการให้จาระบีมีคุณสมบัติพิเศษอย่างเช่นการ ทนความร้อนสูง ทนน้ำ ป้องกันการเกิดสนิม หรือ ทนต่อความเร็วรอบสูง จะต้องใส่สารเพิ่มคุณสมบัติอื่นๆ เข้าไปเพิ่ม
ข้อควรระวังเมื่อต้องการใช้จาระบี
ในการใช้จาระบีตัวผู้ใช้จะต้องมีความชำนาญระดับหนึ่งเนื่องจากหากใช้ไม่ถูกต้องโอกาสที่เครื่องจักรจะได้รับความเสียหายสามารถเกิดขึ้นได้สูง ดังนั้นแล้วการศึกษาว่า จาร บี คือ อะไร มีข้อควรระวังยังไง คือเรื่องพื้นฐานสำคัญที่ต้องทราบก่อน ซึ่งวันนี้เราสามารถสรุปข้อควรระวังในการใช้จาระบีได้ดังนี้
-
อัดจาระบีน้อยเกินไปอาจจะทำให้เครื่องจักรเกิดความเสียหาย
หากอัดจาระบีไม่เพียงพอจะส่งผลให้เกิดปัญหาได้ในระยะหลังจากติดตั้งไปได้สักพัก ในตอนแรกอาจจะไม่พบความผิดปกติใดๆ แต่เมื่อจาระบีเริ่มเหลือน้อยลงจะทำให้ชิ้นส่วนเหล็กหมุนกระทบและเสียดสีกันจนเกิดความร้อน หากไม่รีบแก้ไขอาจจะต้องเสียเงินเสียเวลาจำนวนมาก
-
อัดจาระบีมากเกินไปสามารถทำให้เครื่องจักรเกิดความเสียหายได้
นอกจากการอัดจาระบีน้อยเกินไปแล้ว การอัดมากเกินไปก็ไม่ส่งผลดีต่อการทำงานของเครื่องจักรเพราะเมื่ออัดจาระบีจำนวนมากเกินไปเครื่องจักรจะต้องทำงานหนักเพื่อให้สามารถหมุนได้อย่างลื่นไหล และการอัดจาระบีจนแน่นยังส่งผลให้บริเวณตรงนั้นไม่สามารถระบายความร้อนได้ดี ทำให้จาระบีมีอุณหภูมิที่สูงเกิดการเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ซึ่งเมื่อจาระบีเสื่อมสภาพสารหล่อลื่นอาจจะทำการแยกตัวกับสารอุ้มน้ำมัน ส่งผลให้น้ำมันหล่อลื่นรั่วไหลออกไปหมด เหลือทิ้งไว้แค่สารอุ้มน้ำมันที่เหนียวเหนอะ
-
ใช้งานจาระบีผิดประเภท
จารบี ใช้ ทำ อะไร ข้อควรระวังอย่างมากเลยก็คือการเลือกใช้จาระบีผิดประเภท ซึ่งจะส่งผลร้ายต่ออุปกรณ์ภายในเครื่องจักรได้ เพราะถ้าเราใช้จาระบีที่ไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมก็จะส่งผลให้ชิ้นส่วนเช่น ตลับลูกปืน หรือ ข้อเหวี่ยง ต่างๆ เสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วทำงานล้มเหลวในที่สุด เพราะฉะนั้นการเลือกจาระบีให้ตรงชนิดเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เช่น หากบริเวณที่ต้องการอัดจาระบีมีความร้อนเกิน 100 องศาเซลเซียส ให้ทำการอัดจาระบีทนความร้อนสูง เท่านั้น
การเสื่อมสภาพของจาระบี
แม้ว่าจาระบีจะเป็นสารหล่อลื่นที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ก็มีวันเสื่อมสภาพได้เช่นกัน ซึ่งอายุการใช้งานของจาระบีที่ได้คุณภาพมาตรฐานการผลิตที่ดีจะสามารถอยู่ได้ 2-3 ปีเป็นอย่างต่ำ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมบริเวณที่ใช้จาระบี หากต้องเจอกับฝุ่นจำนวนมาก หรือความร้อนสูงเป็นระยะเวลานาน จาระบีอาจจะเสื่อมสภาพได้ไวกว่าปกติ การหมั่นตรวจเช็ก และสังเกตความผิดปกติของเครื่องจักรจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันการเสียหายของชิ้นส่วนภายเครื่อง
-
เมื่อไหร่ที่ควรอัดจาระบี?
ควรทำการตรวจสอบคุณภาพของจาระบีทุกครั้งเมื่อได้รื้อเปลี่ยนชิ้นส่วนภายในเครื่องจักร หรือหากใช้งานเครื่องจักรอย่างต่อเนื่อง ควรทำการอัดจาระบีใหม่อย่างน้อยๆ ทุก 6 เดือนเป็นอย่างต่ำ หรือหากชิ้นส่วนเครื่องจักรนั้นถูก ฝุ่น น้ำ ความร้อน หรือ สิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ตลอดเวลาขณะทำงาน ควรทำการตรวจเช็กและอัดจาระบีใหม่ทุกๆ 3-4 เดือน เพื่อป้องกันการสึกหรอของชิ้นส่วนต่างๆ
-
วิธีสังเกตอาการจาระบีหมดสภาพ
หากต้องรู้ว่าจาระบีในเครื่องจักรยังมีสภาพที่สมบูรณ์หรือไม่ถือเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากการตรวจสอบให้แน่ชัดจะต้องทำการรื้อประกอบเท่านั้น หากเราสงสัยว่าจาระบีเสื่อมสภาพแล้ว เมื่อทำการรื้อเครื่องจักรมีอาการหลายอย่างที่สามารถบอกเราได้ว่า ควรจะล้างอัดจาระบีใหม่ได้แล้ว โดยสิ่งที่ต้องสังเกตมีดังนี้
- มีเสียงดังผิดปกติดังมาจากบริเวณข้อเหวี่ยง ฟันเฟือง หรือ ตลับลูกปืน ของเครื่องจักร
- มีฝุ่นจำนวนมากผสมเข้าไปกับจาระบี ทำให้ลักษณะของจาระบีมีความแห้งฝืด
- จาระบีมีลักษณะสีเข้มและมีความหนืดสูงผิดปกติเกิดจากความร้อน
- จาระบีมีลักษณะเหลวเกิดจากการผสมกันระหว่างจาระบีและความชื้น
- บริเวณตลับลูกปืนมีความร้อนสูง ซึ่งเกิดจากการเสียดสีเพราะจาระบีไม่เพียงพอหรือหมดสภาพ
8 ชนิดของจารบีที่ถ้าคุณรู้แล้วจะเซียนเลย
การเลือกใช้ประเภทจาระบีให้เหมาะกับชิ้นงาน
การเลือกใช้จาระบีให้เหมาะกับงานถือเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด เพราะหากใช้ผิดประเภทนอกจากจะไม่มีประสิทธิภาพยังทำให้เครื่องจักรเสื่อมไวด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นตามมาดูกันว่า สาร หล่อลื่น คือ อะไร มีอะไรบ้าง จาระบีแต่ละชนิดควรใช้กับงานแบบไหนดังนี้
1. จาระบีทั่วไป
เหมาะสำหรับเครื่องจักรที่มีรอบความเร็วระดับปานกลาง ไม่เจอฝุ่นละอองเยอะ และทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิปกติทั่วไป
2. สัมผัสน้ำและความชื้น
หากจุดที่ต้องการอัดจาระบีสัมผัสกับของเหลวและความชื้นอยู่ตลอดเวลาควรเลือกใช้จาระบีชนิดทนที่ทนต่อความชื้นได้เท่านั้น เพราะหากเลือกใช้จาระบีผิดประเภทจะทำให้จาระบีเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วเมื่อผสมกับเข้ากันกับน้ำ
3. ทนความร้อนสูง
จาระบีที่สามารถทนความร้อนได้ สาร หล่อลื่น คือ อะไร มีอะไรบ้าง มีอยู่หลากหลายระดับ หากอุณหภูมิบริเวณที่อัดจาระบีมีความร้อน 100-150 องศาเซลเซียสควรเลือกใช้จาระบีชนิดทนความร้อนสูง LGHP 2 SKF หรือ LGED 2 SKF เท่านั้น เพราะหากใช้จาระบีทั่วไปเมื่อเกิน 100 องศาจะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นของเหลวไหลออกมาทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีจาระบีที่สามารถทนความร้อนเกิน 150 องศาได้อีกด้วยอย่างเช่น LGEP 2SKF และ LGET 2 SKF เหมาะกับชิ้นงานที่ต้องการจาระบีทนความร้อนสูงพิเศษ
สนใจจารบีทนความร้อนสูง แต่ไม่รู้ซื้อยี่ห้อไหนดี อ่านต่อ: 8 อันดับ จารบีทนความร้อนสูงยี่ห้อไหนดี ?
4. ทนความเย็น
จาระบีทั่วไปไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่เย็นจัดเพราะมีจุดเยือกแข็งต่ำ ทำให้เมื่อเจออุณหภูมิที่ต่ำมากๆ แล้วเกิดอาการหนืดหรือกลายเป็นของแข็งไปเลย เพราะอย่างนี้จึงมีจาระบีรุ่นที่สามารถทนความเย็นได้มากถึง -50 องศาเซลเซียสอย่าง LGLT 2 SKF
5. รับแรงกดดันสูง
หากเครื่องจักรต้องทำการสตาร์ทใหม่บ่อยๆ หรือต้องรับแรงกระแทกเป็นเวลาต่อเนื่องควรเลือกใช้จาระบีที่มีคุณสมบัติสามารถทนแรงกดดันได้สูง อย่าง LGEP 2 SKF หรือ LGFQ 2 SKF
6. สภาพแวดล้อมมีสิ่งแปลกปลอมเยอะ
ถ้าบริเวณที่ต้องการอัดจาระบีมีฝุ่นผงกระจัดกระจายอยู่เยอะ เช่นตามอุตสาหกรรมผลิตแป้งมัน ควรเลือกใช้จาระบีชนิดพิเศษที่สามารถทนต่อฝุ่นละอองได้เป็นอย่างดี เมื่อฝุ่นละอองเข้าไปผสมกับจาระบีจะไม่ทำให้จาระบีเสียคุณสมบัติ สามารถยืดอายุการอัดจาระบีใหม่ได้ยาวนานกว่าการใช้จาระบีธรรมดา
7. ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร
จาระบีที่นำมาใช้ภายในเครื่องจักรอุตสาหกรรมอาหารจะต้องใช้ส่วนประกอบจาระบีชนิดที่เป็น Food Grade เท่านั้น ต้องไม่เป็นอันตรายหากรับประทานเข้าไป
8. ทนน้ำและความร้อน
ชิ้นงานที่โดนทั้งความร้อนและความชื้น ต้องเลือกใช้จาระบีชนิดทนน้ำและความร้อนได้ หรือที่เรียกว่าจาระบีชนิดคอมเพล็กซ์ ซึ่งจะมีราคาสูงกว่าจาระบีชนิดอื่น
เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับความรู้ที่เรานำมาแชร์ในวันนี้ สำหรับใครที่ยังไม่แน่ใจว่า จาร บี ใช้ ทำ อะไร ควรเลือกใช้จาระบีชนิดไหนให้เหมาะกับเครื่องจักรตัวเอง สามารถติดต่อเราได้ทางไลน์หรือเบอร์โทร มีทีมวิศวะที่พร้อมจะให้คำแนะนำด้านการเลือกใช้จาระบี ให้คุณสามารถเลือกซื้อจาระบีได้ตรงกับลักษณะงาน ยืดอายุการใช้งานและลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงเครื่องจักรได้อีกหลายเท่าตัว
แบริ่ง ลูกปืน (Bearing) คืออะไร? มีกี่ประเภทเหมาะกับงานแบบไหน?
แบริ่งคืออะไร?
ลูกปืนหรือแบริ่ง (Ball Bearing) คือหัวใจสำคัญของเครื่องจักรและเป็นชิ้นส่วนที่นั่งอยู่กับเพลาอย่างใกล้ชิด ซึ่งหน้าที่หลักของตลับลูกปืนคือการลดแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของเพลา เพื่อให้เครื่องจักรสามารถหมุนเพลาได้อย่างลื่นไหลไม่กินแรง นอกจากนี้การใช้ตลับลูกปืนที่ได้คุณภาพมาตรฐานยังช่วยลดการสึกหรอและยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักรได้อย่างดี
สารบัญ
อายุการใช้งานของตลับลูกปืน
อายุการใช้งานของ ตลับลูกปืน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยซึ่งอายุการใช้งานโดยทั่วไปควรจะอยู่ที่ 3 ถึง 5 ปี (อาจจะน้อยกว่าหรือมากกว่านี้ ขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย โดยทั่ว ๆ ไปเราไม่สามารถการันตีอายุการใช้งานตลับลูกปืนได้) ซึ่งสิ่งที่จะส่งผลต่ออายุการใช้งานของลูกปืนมีดังนี้
สิ่งที่ส่งผลต่ออายุการใช้งานของตลับลูกปืน
- คุณภาพของลูกปืน หากเลือกใช้ลูกปืนที่มาจากโรงงานที่ได้มาตรฐานแน่นอนว่าอายุการใช้งานจะต้องยืดยาวกว่าจากโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน
- การอัดจาระบี อีกหนึ่งเหตุผลหลักๆ ที่ลูกปืนมักจะเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควรเกิดจากการใช้จาระบีผิดประเภทหรือการเสื่อมสภาพของจาระบีที่เก่า และปริมาณในการอัดจารบีก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะการอัดจารบีเยอะเกินไปจะทำให้ตลับลูกปืนทำงานภายใต้ความร้อนทีสูงเกินไป และการอัดจารบีที่น้อยเกินไปอาจจะทำให้ตลับลูกปืนมีแรงเสียดทานที่สูงเกินไปเช่นกัน
- การถอดและประกอบตลับลูกปืนผิดวิธี บ่อยครั้งที่ช่างมักจะใช้ค้อนตอก bearing เข้าและออกจากชิ้นงาน ทำให้ลูกปืนเกิดการเสียหายได้ง่ายๆ โดยวิธีที่ถูกต้องช่างควรจะมีอุปกรณ์เฉพาะสำหรับใช้ในการถอดลูกปืน เพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนานของตลับลูกปืน
- เครื่องจักรมีปัญหา หากเพลามีอาการสั่นสะเทือนมากผิดปกติสิ่งแรกที่จะเสียก็คือลูกปืนนั้นเอง เพราะฉะนั้นหากพบว่าลูกปืนเสื่อมสภาพเร็วเกินไปควรจะตรวจสอบความสมบูรณ์ของเครื่องจักรด้วยเช่นกัน
อาการของลูกปืนแตกหรือเสื่อมสภาพ
การหมั่นตรวจเช็กความสมบูรณ์ของ ตลับลูกปืน ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เพราะหากเราพบเจอความผิดปกติหรือได้ยินเสียงแปลกๆ มาจากบริเวณลูกปืนเราจะสามารถทำการเปลี่ยนแก้ไขได้ทันท่วงที ช่วยประหยัดเงินได้อย่างมหาศาลเพราะถ้าปล่อยอาการจนวิกฤตแล้วลูกปืนพังขึ้นมาจะส่งผลให้เครื่องจักรเกิดความเสียหายได้เช่นกัน รู้อย่างนี้แล้วมาดูอาการของลูกปืนที่เริ่มเสื่อมสภาพเป็นอย่างไร ดังนี้
-
การเสื่อมสภาพขั้นแรกของแบริ่ง
ตัวตลับลูกปืนเริ่มมีจุดรอยร้าวที่อาจจะสังเกตเห็นได้ยากเพราะมีขนาดเล็กและยังไม่มีเสียงผิดปกติใดๆ แต่จะเริ่มมีการเกิดความสั่นเสทือนเป็นอย่างแรก
-
การเสื่อมสภาพขั้นที่สองของแบริ่ง
รอยราวเริ่มมีขนาดที่กว้างขึ้นมาส่งผลให้เริ่มมีเสียงเกิดขึ้นจากลูกปืน โดยเสียงที่เกิดขึ้นยังถือว่าเบา ผู้ใช้งานอาจจะนึกว่าเป็นเสียงปกติของเครื่องจักร
-
การเสื่อมขั้นที่สามของแบริ่ง
คือช่วงที่ร้อยร้าวกว้างพอสมควร ทำให้ลูกปืนมีเสียงที่ดังอย่างมากและไม่สามารถลดแรงเสียดทานของเพลาได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้จึงเริ่มเกิดการสั่นสะเทือนไปที่เพลาและสะสมความร้อนในตลับลูกปืนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
-
การเสื่อมสภาพขั้นวิกฤต
หากปล่อยไว้จนถึงขั้นนี้ ลูกปืนจะแตกและส่งผลให้เครื่องจักรไม่สามารถใช้งานต่อได้ หากโชคดีอาจจะต้องเปลี่ยนลูกปืนเพียงอย่างเดียวแต่ถ้าโชคร้ายอาจจะต้องเสียเงินและเวลาส่งเครื่องจักรไปซ่อม
อ่านต่อ: ตลับลูกปืนพังเร็ว? (5 ปัญหาใหญ่ที่ทำให้ลูกปืนของคุณล้มเหลว)
ลูกปืนมีกี่ประเภท?
เมื่อเข้าใจแล้วว่า ตลับลูกปืนคืออะไร แล้ว ยังสามารถแบ่งประเภทตามลักษณะการหมุนได้ 2 ประเภทหลักๆ คือ แบริ่งแบบกาบ และ แบบลูกปืน ซึ่งหลักการทำงานจะแตกต่างกันเล็กน้อย
1. แบริ่งกาบ (Plain Bearing)
แบริ่งชนิดนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนหลักๆ เพียงหนึ่งอย่าง คือ กระบอกที่กลวงและมีหน้าที่อุ้มสารหล่อลื่น เพื่อนำเพลาเครื่องจักรเข้าไปใส่ในแบริ่ง ซึ่งหลักการทำงานของแบริ่งชนิดนี้คือ จะไม่มีชิ้นส่วนใดหมุนนอกจากแกนเพลา โดยจะมีน้ำมันหล่อลื่นชั้นบางๆ ตรงกลางระหว่างแบริ่งกาบและเพลาเพื่อให้เพลาสามารถหมุนได้อย่างอิสระ และไม่เกิดความร้อนจากการเสียดสีของเหล็ก โดยน้ำมันหล่อลื่นระหว่างกระบอกเหล็กแบริ่งควรมีความหนืดที่ไม่สูงและไม่น้อยจนเกินไปขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม อุณหภูมิ และความเร็วรอบ(RPM) ของเครื่องจักร ซึ่งแบริ่งชนิดนี้เหมาะกับการใช้งานกับอุปกรณ์ที่มีรอบต่ำมากกว่ารอบสูง
2. ชนิดเม็ดกลมร่องลึก (Deep Groove Ball Bearing)
เป็นลูกปืนที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในเครื่องจักรอุตสาหกรรมเพราะสามารถผลิตขนาดแตกต่างได้ง่ายและมีคุณสมบัติในการรับแรงแนวรัศมีและแนวแกนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. ชนิดเม็ดกลมสัมผัสเชิงมุม (Angular Ball Bearing)
มีคุณสมบัติในการรับแรงแนวรัศมีและแนวแกนได้อย่างดีเช่นเดียวกับชนิดเม็ดกลมร่องลึก แต่สิ่งที่เพิ่มมาคือ สามารถเลือกมุมสัมผัสเพื่อให้เข้ากับชิ้นงานได้ตามต้องการ ซึ่งมุมสัมผัสที่มีให้เลือกส่วนมากจะเป็น 15, 25, 30 องศา ซึ่งหากเราเลือกใช้งานมุมสัมผัสองศาที่สูงจะรับแรงแนวแกนได้สูงขึ้น แลกมาด้วยการรับแรงแนวรัศมีที่ลดลง ซึ่งแบริ่งชนิดนี้เหมาะสำหรับชิ้นงานที่ต้องการใช้รอบต่อนาทีที่สูง
4. ชนิดกันรุน (Thrust Ball Bearing)
bearing ชนิดนี้เหมาะสำหรับงานที่ต้องรับแรงแนวแกนที่สูงมากเป็นพิเศษ เช่นเครื่องจักรที่ต้องทำงานในแนวตั้งเป็นต้น
5. ชนิดเม็ดทรงกระบอก (Cylindrical Roller Bearing)
ลูกปืนชนิดนี้สามารถรับแรงในแนวรัศมีได้สูงเพราะว่ามีพื้นที่สัมผัสเม็ดเยอะ สามารถทำความเร็วรอบได้สูง แต่การรับแรงแนวแกนยังสู้แบบเม็ดกลมไม่ได้
6. ชนิดเม็ดกลมปรับแนวได้เอง (Self-aligning Ball Bearing)
เหมาะกับชิ้นงานที่ต้องการเยื้องแนวเพลา โดยลักษณะของแบริ่งชนิดนี้จะมีแหวนวงนอกและวงในที่สามารถปรับมุมได้
7. ชนิดเม็ดเรียว (Tapper Roller Bearing)
เป็นลูกปืนที่สามารถรับแรงแนวรัศมีและแนวแกนได้อย่างดีพิเศษเหมาะกับชิ้นงานที่ต้องการความแข็งแรงทั้งสองแนว
8. ชนิดเม็ดโค้งสองแถว (Spherical Roller Bearings)
ลูกปืนชนิดนี้สามารถปรับแนวมุมได้เองเพราะมีลูกปืนเม็ดโค้ง เหมาะกับชิ้นงานที่หาตลับลูกปืนชนิดอื่นมาใช้ไม่ได้ เพราะสามารถรับการเยื้องแนวของเพลาได้อย่างดี
9. ชนิดกันรุนเม็ดโค้ง (Spherical Roller Thrust Bearings)
คือตลับลูกปืนชนิดที่มีอายุการใช้งานยาวนานมาก เป็นตลับลูกปืนที่สามารถรังแรงได้ดีมาก และยังสามารถรับการเยื้องแนวได้ดีอีกด้วย
10. ชนิดเม็ดเข็ม (Needle Roller Bearing)
มีคุณสมบัติคล้ายกับลูกปืนชนิดทรงกระบอก แต่ตอบโจทย์ชิ้นงานที่ต้องการขนาดกะทัดรัด มีพื้นที่แนวรัศมีจำกัดเป็นพิเศษ โดยลูกปืนชนิดนี้สามารถรับแรงแนวรัศมีได้สูงมากมีความแข็งแรงสูง
ลูกปืนแต่ละประเภทเหมาะกับงานแบบไหนบ้าง?
ความสามารถในการรับโหลดของลูกปืนแต่ละประเภท
| ประเภท | ประเภทย่อย | ดรออิ้ง | โหลดในแนวรัศมี | โหลดในแนวแกน | โมเมนต์โหลด |
![]() ![]() | + | + | + | ||
| Insert bearings | ![]() | + | + | - - | |
![]() | + | ++ | - - | ||
| matched single row | ![]() | ++ | ++ | + | |
| double row | ![]() | ++ | ++ | ++ | |
| four-point contact | ![]() | + | ++ | - - | |
![]() | + | - | - - | ||
![]() | ++ | - - | - - | ||
| Cylindrical roller bearings, with cage | ![]() | ++ | + | - - | |
| full complement, single row | ![]() | ++ | + | - - | |
| full complement, double row | ![]() | +++ | + | - - | |
![]() | ++ | - - | - - | ||
| assemblies / drawn cups | ![]() | ++ | - - | - - | |
| combined bearings | ![]() | ++ | + | - - | |
![]() | +++ | ++ | - - | ||
| matched single row | ![]() | ++ | ++ | + | |
| double row | ![]() | +++ | ++ | + | |
![]() | +++ | + | - - | ||
![]() | +++ | - - | - | ||
| full complement | ![]() | +++ | - - | - | |
![]() | - - | + | - - | ||
| with sphered housing washer | ![]() | - - | + | - - | |
![]() | - - | ++ | - - | ||
| Needle roller thrust bearings | ![]() | - - | ++ | - - | |
![]() | + | +++ | - - |
ความสามารถในการรับการเยื้องแนวของลูกปืนแต่ละประเภท
| ประเภท | ประเภทย่อย | ดรออิ้ง | การเยื่องแนวในขณะขยับช้าหรือหยุดนิ่ง | การเยื่องแนวในขณะทำงาน |
![]() | - | - - | ||
| Insert bearings | ![]() | ++ | - - | |
![]() | - | - - | ||
| matched single row | ![]() | - | - - | |
| double row | ![]() | - - | - - | |
| four-point contact | ![]() | - - | - - | |
![]() | +++ | + | ||
![]() | - | - - | ||
| Cylindrical roller bearings, with cage | ![]() | - | - - | |
| full complement, single row | ![]() | - | - - | |
| full complement, double row | ![]() | - | - - | |
![]() | - | - - | ||
| assemblies / drawn cups | ![]() | - | - - | |
| combined bearings | ![]() | - - | - - | |
![]() | - | - - | ||
| matched single row | ![]() | - | - - | |
| double row | ![]() | - | - - | |
![]() | +++ | + | ||
![]() | ++ | - - | ||
| full complement | ![]() | ++ | - - | |
![]() | - - | - - | ||
| with sphered housing washer | ![]() | ++ | - - | |
| Cylindrical roller thrust bearings | ![]() | - - | - - | |
| Needle roller thrust bearings | ![]() | - - | - - | |
![]() | +++ | + |
การนำไปใช้ ของลูกปืนแต่ละประเภท
| ประเภท | ประเภทย่อย | ดรออิ้ง | Locating (ฝั่งฟิ๊กซ์) | Non-Locating (ฝั่งฟรี) | Adjusted | Floating |
![]() | ⬅️➡️ | ⬅️➡️ | ❌ | ✅ | ||
| Insert bearings | ![]() | ⬅️➡️ | ⬅️➡️ | ❌ | ❌ | |
![]() | ❌ | ❌ | ✅ | ❌ | ||
| matched single row | ![]() | ⬅️ / ⬅️➡️ | ⬅️➡️ / ❌ | ❌ | ❌ | |
| double row | ![]() | ⬅️➡️ | ⬅️➡️ | ❌ | ❌ | |
| four-point contact | ![]() | ⬅️➡️ | - - | - - | - - | |
![]() | ⬅️➡️ | ⬅️➡️ | ❌ | ✅ | ||
![]() | ❌ | ⬅️➡️ | ❌ | ❌ | ||
![]() | ⬅️ / ⬅️➡️ | ⬅️ / ❌ | ❌ | ✅ / ❌ | ||
| full complement, single row | ![]() | ⬅️ | ⬅️➡️ / ⬅️ | ❌ | ✅ | |
| full complement, double row | ![]() | ⬅️ / ⬅️➡️ | ⬅️➡️ | ❌ | ❌ | |
![]() | ❌ | ⬅️➡️ | ❌ | ❌ | ||
| assemblies / drawn cups | ![]() | ⬅️ / ⬅️➡️ | ⬅️ | ❌ | ❌ | |
| combined bearings | ![]() | ⬅️ | ❌ | ✅ | ❌ | |
![]() | ⬅️ | ❌ | ✅ | ❌ | ||
| matched single row | ![]() | ⬅️ / ⬅️➡️ | ⬅️➡️ / ❌ | ✅ / ❌ | ❌ | |
| double row | ![]() | ⬅️➡️ | ⬅️➡️ | ❌ | ❌ | |
![]() | ⬅️➡️ | ⬅️➡️ | ❌ | ✅ | ||
![]() | ❌ | ⬅️➡️ | ❌ | ❌ | ||
| full complement | ![]() | ❌ | ⬅️➡️ | ❌ | ❌ | |
![]() | ⬅️ / ⬅️➡️ | ❌ | ❌ | ❌ | ||
| with sphered housing washer | ![]() | ⬅️ / ⬅️➡️ | ❌ | ❌ | ❌ | |
| Cylindrical roller thrust bearings | ![]() | ⬅️ | ❌ | ❌ | ❌ | |
| Needle roller thrust bearings | ![]() | ⬅️ | ❌ | ❌ | ❌ | |
![]() | ⬅️ | ❌ | ✅ | ❌ |
งานที่เหมาะสมกับลูกปืนแต่ละประเภท
| ประเภท | ประเภทย่อย | ดรออิ้ง | ต้องการอายุการหล่อลื่นยาวนาน | ต้องการความเร็ว | ต้องการความทนทาน | ต้องการความแข็งแกร็งสูง | ต้องการแรงเสียดต่ำ |
![]() | ++ | ++ | ++ | + | +++ | ||
| Insert bearings | ![]() | +++ | ++ | + | + | ++ | |
![]() | ++ | ++ | +++ | ++ | ++ | ||
| matched single row | ![]() | ++ | ++ | +++ | ++ | ++ | |
| double row | ![]() | ++ | ++ | ++ | ++ | ++ | |
| four-point contact | ![]() | + | +++ | ++ | ++ | ++ | |
![]() | +++ | ++ | ++ | + | +++ | ||
![]() | ++ | +++ | +++ | ++ | +++ | ||
![]() | ++ | +++ | ++ | ++ | +++ | ||
| full complement, single row | ![]() | - | + | + | +++ | - | |
| full complement, double row | ![]() | - | + | + | +++ | - | |
![]() | ++ | ++ | + | ++ | + | ||
| assemblies / drawn cups | ![]() | ++ | ++ | + | ++ | + | |
| combined bearings | ![]() | + | + | + | ++ | + | |
![]() | + | ++ | +++ | ++ | + | ||
| matched single row | ![]() | + | + | ++ | +++ | + | |
| double row | ![]() | + | + | ++ | +++ | + | |
![]() | + | ++ | +++ | ++ | + | ||
![]() | + | ++ | +++ | ++ | + | ||
| full complement | ![]() | - | + | +++ | ++ | + | |
![]() | + | - | ++ | + | - | ||
| with sphered housing washer | ![]() | + | - | + | + | + | |
| Cylindrical roller thrust bearings | ![]() | - | - | + | +++ | + | |
| Needle roller thrust bearings | ![]() | - | - | + | +++ | + | |
![]() | - | + | + | +++ | + |
วิธีการติดตั้งตลับลูกปืนที่ถูกต้อง
- ขั้นตอนแรก ให้ตรวจสอบหมายเลขชิ้นส่วนหรือรหัสของ bearing คืออะไร ตรงตามสเปกที่เราต้องการใช้หรือไม่
- ขั้นตอนที่สอง ให้ตรวจสอบให้แน่ชัดว่าขนาด รูปทรง และชนิดของตลับลูกปืนสอดคล้องกับชิ้นงานไหม
- ขั้นตอนที่สาม เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจแล้วให้ทำการเตรียมอุปกรณ์สำหรับการถอดประกอบเครื่องจักรและลูกปืนให้เรียบร้อย ก่อนเริ่มลงมือติดตั้งลูกปืน
- ขั้นตอนที่สี่ วัดพิกัดของเพลาให้ละเอียด อย่างน้อย 4-8 ตำแหน่ง และเช็คในคู่มือให้เรียบร้อยว่าพิกัดงานสวมของตลับลูกปืนและเพลานั้นถูกต้อง (สวมแน่น หรือสวมพอดี)
- ขั้นตอนที่ห้า ให้ทำความสะอาดช่องที่จะติดตั้งลูกปืนใส่ให้เรียบร้อย อย่าให้มีเศษเหล็กหรือสกปรกหลงเหลือ
- ขั้นตอนที่หก เมื่อแน่ใจแล้วว่าชิ้นงานมีความพร้อมให้ทำการแกะตลับลูกปืนออกจากห่อบรรจุได้ ซึ่งก่อนแกะ ต้องแน่ใจจริงๆ ว่าทุกอย่างสะอาดดีแล้ว เพราะหากมีเศษสกปรกติดอยู่อาจจะทำให้ลูกปืนเกิดความเสียหายตอนติดตั้งได้
- ขั้นตอนที่เจ็ด เมื่อทำการติดตั้งลูกปืนอยู่ไม่ควรล้างตลับลูกปืนเด็ดขาด ไม่ว่ากรณีไหนก็ตามเนื้อเหล็กของตัวตลับลูกปืนจะไม่ถูกกับน้ำเสมอ
- ขั้นตอนที่แปด เริ่มทำการติดตั้งตลับลูกปืนตามคู่มือได้เลย โดยเลือกใช้อุปกรณ์เฉพาะสำหรับการถอดประกอบลูกปืนเท่านั้น
- ขั้นตอนสุดท้าย เมื่อเราทำการติดตั้งเสร็จเรียบร้อยให้ทำการประกอบเครื่องจักรแล้วเปิดทำงานเครื่องอย่างนุ่มนวลเพื่อลองเดินเครื่องที่รอบต่ำ ทำเช่นนี้เพื่อตรวจสอบการติดตั้งของลูกปืนว่ามีความผิดปกติหรือไม่ หากไม่ได้ยินเสียงถือเป็นอันใช้ได้
หากมีข้อสงสัยเรื่องตลับลูกปืน bearing คืออะไร ควรใช้แบบไหน สามารถติดต่อเราได้ทางไลน์หรือเบอร์โทรโดยกดปุ่มแชตด้านล่างขวามือ
ตารางจารบี: วิธีเลือกจารบี SKF ตำราเดียวจบ (ล่าสุด 2026)
ตารางจารบีครบจบใน 1 แผ่น ปริ้นก็ได้ แชร์ก็ดี
ตารางจารบี SKF Grease Chart ดาวน์โหลดที่นี่
34% ของเครื่องจักรที่พังก่อนเวลาอันควรเกิดจากการหล่อลื่นที่ไม่ถูกต้อง
เพราะการทำงานของเครื่องจักรนั้นมีสภาพการทำงานที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุณหภูมิ ความเร็ว และการสั่นสะเทือน การเลือกสารหล่อลื่นก็เช่นกัน ต้องคำนึงถึงชนิด ปริมาณ วิธีการและระยะเวลาในการเติม ให้เหมาะสมกับการใช้งานด้วย
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสารหล่อลื่นอาจเกิดจาก...
- ❌ ปริมาณสารหล่อลื่นมากเกินไป
- ❌ ปริมาณสารหล่อลื่นน้อยเกินไป
- ❌ สารหล่อลื่นผิดประเภท
- ❌ มีสิ่งแปลกปลอมเจือปนสารหล่อลื่น
การปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องล้วนแล้วจะส่งผลให้เครื่องจักรนั้นทำงานไม่ปกติ เครื่องจักรจึงเกิดความเสียหายและพังก่อนเวลาอันควร
สารบัญ
จารบีมีกี่ประเภท?: "ครบจบในตำราเดียว" เลือกจารบียังไงให้เหมาะสมกับเครื่องจักรของคุณ
ถ้าคุณพึ่งเคยเห็นตารางจารบีด้านบนนี้ คุณอาจจะสับสนได้ และดูไม่ถูกว่าสรุปต้องใช้ตัวไหนเป็นหลัก ก่อนที่คุณจะใช้ตารางนี้ได้ผมมีเคล็ดลับเล็กๆ วิธีดูว่าควรจะใช้จารบีประเภทไหนแบบเบื้องต้นเสียก่อน
ถ้าตารางด้านบนทำคุณสับสน ดูนี่ก่อน
วิธีคิดง่ายๆ ทุกโรงงานอุตสหกรรม ควรจะมีเจ้าตัวจารบีอเนกประสงศ์เบอร์ 2 ติดในโรงงานอยู่แล้ว (SKF LGMT 2) เพราะตัวนี เป็นจารบีธรรมดา เหมาะสำหรับเครื่องจักรที่ทำงานในความเร็วปานกลาง รับน้ำหนักได้ปานกลาง และอุณภูมิการทำงานทั่วๆ ไป
และค่อยมาดูว่าเครื่องจักรแต่ละอันของคุณ ทำงานภายใต้สภาวะดังนี้มั้ย...
วิธีเลือกจารบีฉบับกระทัดรัดเข้าใจง่าย
สภาวะ | รหัสจารบีที่แนะนำ |
| ทั่วๆไป | LGMT 2 SKF จารบีอเนกประสงศ์ |
| ทั่วๆไป แต่ใช้ตลับลูกปืนตัวใหญ่ (เพลา 100 มม. เป็นต้นไป) | LGMT 3 SKF จารบีอเนกประสงศ์สำหรับลูกปืนขนาดใหญ่ |
| เครื่องจักรทำงานภายใต้ความร้อนเกิน 100 °C | LGHP 2 SKF จารบีทนความร้อน |
| เครื่องจักรทำงานภายใต้ความร้อนเกิน 150 °C | LGEP 2 SKF จารบีทนความร้อนจัด |
| สภาวะโดยรอบมีความเย็น (เย็นสุดที่ -50 °C) หรือตลับลูกปืนทำงานต่ำกว่า 50 °C | LGLT 2 SKF จารบีทนความเย็น |
| เครื่องจักรมีการสตาร์ทใหม่บ่อยๆ หรือต้องรับการกระแทกเป็นจังหวะอย่างรุนแรง หรือต้องรับแรงกดสูง | LGEP 2 SKF จารบีทนแรงกดสูง |
| เครื่องจักรทำงานใกล้อาหาร หรือเป็นโรงงานอุตสหกรรมอาหาร | LGFP 2 SKF จารบีสำหรับอาหาร |
| ถ้าคุณมีความต้องการลดสารพิษและรักโลก | LGGB 2 SKF จารบีรักโลก |
เลือกจารบีสำหรับอุตสหกรรมอาหารและยา
สภาวะ | รหัสจารบีที่แนะนำสำหรับอุตสหกรรมอาหารและยา |
| ทั่วๆไป | LGFP 2 SKF จารบีอเนกประสงศ์ |
| เครื่องจักรทำงานภายใต้ความร้อนเกิน 100 °C | LGED 2 SKF จารบีทนความร้อน |
| เครื่องจักรทำงานภายใต้ความร้อนเกิน 150 °C | LGET 2 SKF จารบีทนความร้อนสูงพิเศษ |
| เครื่องจักรมีการสตาร์ทใหม่บ่อยๆ หรือต้องรับการกระแทกเป็นจังหวะอย่างรุนแรง หรือต้องรับแรงกดสูง | LGFQ 2 SKF จารบีทนแรงกดสูง |
เลือกจารบีสำหรับชิ้นส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช้ตัวตลับลูกปืน
เหมาะสำหรับ | รหัสจารบีที่แนะนำสำหรับอุตสหกรรมอาหารและยา |
| คัปปลิ้งยอยแบบเฟืองหรือแบบกริด | LMCG 1 SKF |
| ตลับลูกปืนกาบเพลา หรือใช้กับชุดเครื่องจ่ายจารบี หรือสภาวะที่มีความเย็นสูง | LGLS 0 SKF |
| ใช้หล่อลื่นโซ่เฟืองที่ม่ีสภาวะที่มีอุณหภูมิปาณกลาง แต่มีฝุ่นผงกระจัดกระจายเยอะ เช่นเครื่องจักรที่อยู่ในโรงงานอุตสหกรรมน้ำตาลโรงงานอุตสหกรรมแป้งมัน | LHMT 68 SKF |
| ใช้หล่อลื่นโซ่เฟืองที่ม่ีสภาวะที่มีอุณหภูมิสูง และต้องรับแรงสูง | LHHT 265 SKF |
ตารางราคาและขนาดบรรจุจารบีแต่ละรุ่น
*คุณสามารถกดที่รหัสสินค้าเพื่อเข้าไปดูราคาและสเปคจารบีเต็มๆ ได้เลย
| รหัสสินค้า | เบอร์จารบี | ขนาดบรรจุ | คุณสมบัติ (1) | คุณสมบัติ (2) | คุณสมบัติ (3) |
| LGEM 2/18 | จารบีเบอร์ 2 | ถัง 18 กิโล | หนืดแข็งเป็นพิเศษ | ||
| LGEP 2/0.4 | จารบีเบอร์ 2 | หลอด 0.4 กิโล | รับโหลดและแรงได้สูง | รับแรงดันสูง | |
| LGEP 2/1 | จารบีเบอร์ 2 | ถัง 1 กิโล | รับโหลดและแรงได้สูง | รับแรงดันสูง | |
| LGEP 2/18 | จารบีเบอร์ 2 | ถัง 18 กิโล | รับโหลดและแรงได้สูง | รับแรงดันสูง | |
| LGEP 2/5 | จารบีเบอร์ 2 | ถัง 5 กิโล | รับโหลดและแรงได้สูง | รับแรงดันสูง | |
| LGFP 2/0.4 | จารบีเบอร์ 2 | หลอด 0.4 กิโล | จารบีอเนกประสงค์ | จารบีฟู้ด อุตสหกรรมอาหาร | |
| LGFP 2/1 | จารบีเบอร์ 2 | ถัง 1 กิโล | จารบีอเนกประสงค์ | จารบีฟู้ด อุตสหกรรมอาหาร | |
| LGHB 2/18 | จารบีเบอร์ 2 | ถัง 18 กิโล | ทนความร้อนสูง | หนืดแข็งเป็นพิเศษ | |
| LGHB 2/5 | จารบีเบอร์ 2 | ถัง 5 กิโล | ทนความร้อนสูง | หนืดแข็งเป็นพิเศษ | |
| LGHP 2/0.4 | จารบีเบอร์ 2 | หลอด 0.4 กิโล | ทนความร้อนสูง | ||
| LGHP 2/1 | จารบีเบอร์ 2 | ถัง 1 กิโล | ทนความร้อนสูง | ||
| LGHP 2/18 | จารบีเบอร์ 2 | ถัง 18 กิโล | ทนความร้อนสูง | ||
| LGHP 2/5 | จารบีเบอร์ 2 | ถัง 5 กิโล | ทนความร้อนสูง | ||
| LGLT 2/1 | จารบีเบอร์ 2 | ถัง 1 กิโล | ทนความเย็น | รับรอบจัดสูง | |
| LGMT 2/0.2 | จารบีเบอร์ 2 | หลอด 0.2 กิโล | จารบีอเนกประสงค์ | ||
| LGMT 2/0.4 | จารบีเบอร์ 2 | หลอด 0.4 กิโล | จารบีอเนกประสงค์ | ||
| LGMT 2/1 | จารบีเบอร์ 2 | ถัง 1 กิโล | จารบีอเนกประสงค์ | ||
| LGMT 2/18 | จารบีเบอร์ 2 | ถัง 18 กิโล | จารบีอเนกประสงค์ | ||
| LGMT 2/5 | จารบีเบอร์ 2 | ถัง 5 กิโล | จารบีอเนกประสงค์ | ||
| LGMT 3/0.4 | จารบีเบอร์ 3 | หลอด 0.4 กิโล | จารบีอเนกประสงค์ | ||
| LGMT 3/1 | จารบีเบอร์ 3 | ถัง 1 กิโล | จารบีอเนกประสงค์ | ||
| LGMT 3/18 | จารบีเบอร์ 3 | ถัง 18 กิโล | จารบีอเนกประสงค์ | ||
| LGMT 3/5 | จารบีเบอร์ 3 | ถัง 5 กิโล | จารบีอเนกประสงค์ | ||
| LGWA 2/1 | จารบีเบอร์ 2 | ถัง 1 กิโล | ทนความร้อนสูง | รับโหลดและแรงได้สูง | รับแรงดันสูง |
| LGWA 2/5 | จารบีเบอร์ 2 | ถัง 5 กิโล | ทนความร้อนสูง | รับโหลดและแรงได้สูง | รับแรงดันสูง |
| LNMT 3A/1 | จารบีเบอร์ 3 | ถัง 1 กิโล | จารบีอเนกประสงค์ | ||
| LNMT 3A/18 | จารบีเบอร์ 3 | ถัง 18 กิโล | จารบีอเนกประสงค์ | ||
| LNMT 3A/5 | จารบีเบอร์ 3 | ถัง 5 กิโล | จารบีอเนกประสงค์ |
ความหมายของเลขด้านหลังจารบี เช่นใน "LGMT 2" เลข 2 หมายถึงอะไร?
ตัวเลขด้านหลังของรหัสจารบีสื่อถึงความเหนียวข้นของเนื้อจารบี โดย SKF อิงจาก NGLI หรือค่ามาตราฐานการวัดความเหนียวข้นความหนืดแบบสากล อาจจะมีหลากหลายเบอร์แต่เบอร์ที่นิยมใช้ที่สุดในวงการตลับลูกปืนคือ NGLI เบอร์ 2 นั้นเอง
| เบอร์ NGLI | ASTM worked penetration (10^-1 mm) | คุณลักษณะของเนื้อจารบีในอุณหภูมิห้อง |
| 000 | 445–475 | เหลวมาก |
| 00 | 400–430 | เหลว |
| 0 | 355–385 | เหลวเล็กน้อย |
| 1 | 310–340 | นุ่มมาก |
| 2 | 265–295 | นุ่ม |
| 3 | 220–250 | แข็งปานกลาง |
| 4 | 175–205 | แข็ง |
| 5 | 130–160 | แข็งมาก |
| 6 | 85–115 | แข็งยิ่งกว่าแข็ง |
วิธีเลือกใช้จารบีแบบเจาะลึก: ตารางจารบีแบบครบสูตร
พารามิเตอร์ภายใต้การทำงานของตลับลูกปืน: อุณหภูมิการทำงาน
| อุณหภูมิการทำงาน | |||
| L | Low | <50 °C | (120 °F) |
| M | Medium | 50 to 100 °C | (120 to 230 °F) |
| H | High | >100 °C | (210 °F) |
| EH | Extremely high | >150 °C | (300 °F) |
พารามิเตอร์ภายใต้การทำงานของตลับลูกปืน: ค่าการรับแรง
| ค่าโหลด การรับแรง | ||
| VH | Very high | C/P <2 |
| H | High | C/P ~4 |
| M | Medium | C/P ~8 |
| L | Low | C/P ≥15 |
พารามิเตอร์ภายใต้การทำงานของตลับลูกปืน: ความเร็วรอบ
| ความเร็วรอบ | สำหรับตลับลูกปืนเม็ดกลม DGBB | สำหรับตลับลูกปืนเม็ด SRB/TRB/CARB | |
| EH | Extremely high | n dm over 700 000 | |
| VH | Very High | n dm over 700 000 | |
| H | High | n dm over 500 000 | n dm over 210 000 |
| M | Medium | n dm over 300 000 | n dm over 210 000 |
| L | Low | n dm over 100 000 | n dm up to 75 000 |
| VL | Very Low | n dm below 30 000 |
เบอร์จารบี ตารางจารบี วิธีเลือกใช้จารบี
เลือกเบอร์จารบีจาก: อุณหภูมิการทำงาน ความเร็วรอบ การรับแรง
| จารบี SKF | อุณหภูมิการทำงานที่รองรับ | Temp. | Speed | Load | |
|---|---|---|---|---|---|
| LTL | HTPL | ||||
| LGMT 2 | –30 °C (–20 °F) | 120 °C (250 °F) | M | M | L to M |
| LGMT 3 | –30 °C (–20 °F) | 120 °C (250 °F) | M | M | L to M |
| LGEP 2 | –20 °C (–5 °F) | 110 °C (230 °F) | M | L to M | H |
| LGWA 2 | –30 °C (–20 °F) | 140 °C (285 °F) | M to H | L to M | L to H |
| LGGB 2 | –40 °C (–40 °F) | 90 °C (195 °F) | L to M | L to M | M to H |
| LGFP 2 | –20 °C (–5 °F) | 110 °C (230 °F) | M | M | L to M |
| LGFQ 2 | –40 °C (–40 °F) | 140 °C (285 °F) | L to H | VL to M | L to VH |
| LGBB 2 | –40 °C (–40 °F) | 120 °C (250 °F) | L to M | VL | M to H |
| LGLT 2 | –50 °C (–60 °F) | 110 °C (230 °F) | L to M | M to EH | L |
| LGWM 1 | –30 °C (–20 °F) | 110 °C (230 °F) | L to M | L to M | H |
| LGWM 2 | –40 °C (–40 °F) | 110 °C (230 °F) | L to M | L to M | L to H |
| LGEM 2 | –20 °C (–5 °F) | 120 °C (250 °F) | M | VL | H to VH |
| LGEV 2 | –10 °C (15 °F) | 120 °C (250 °F) | M | VL | H to VH |
| LGHB 2 | –20 °C (–5 °F) | 150 °C (300 °F) | M to H | VL to M | L to VH |
| LGHP 2 | –40 °C (–40 °F) | 150 °C (300 °F) | M to H | M to H | L to M |
| LGED 2 | –30 °C (–20 °F) | 240 °C (464 °F) | VH | L to M | H to VH |
| LGET 2 | –40 °C (–40 °F) | 260 °C (500 °F) | VH | L to M | H to VH |
ค่าความหนืดจารบี เลือกเบอร์จารบีจาก: ชนิดน้ำมันที่ใช้ และความหนือของเนื้อจารบี
| จารบี SKF | สารให้ความหนืด/ชนิดน้ำมัน | NLGI | ความหนืด | เพลาแนวตั้ง |
|---|---|---|---|---|
| LGMT 2 | Lithium soap / mineral oil | 2 | 110 | • |
| LGMT 3 | Lithium soap / mineral oil | 3 | 125 | + |
| LGEP 2 | Lithium soap / mineral oil | 2 | 200 | • |
| LGWA 2 | Lithium complex soap / mineral oil | 2 | 185 | • |
| LGGB 2 | Lithium-calcium soap / synthetic ester oil | 2 | 110 | • |
| LGFP 2 | Aluminium complex / medical white oil | 2 | 150 | • |
| LGFQ 2 | Complex calcium sulphonate/PAO | 1-2 | 320 | • |
| LGBB 2 | Lithium complex soap / synthetic PAO oil | 2 | 68 | |
| LGLT 2 | Lithium soap / synthetic PAO oil | 2 | 18 | • |
| LGWM 1 | Lithium soap / mineral oil | 1 | 200 | |
| LGWM 2 | Complex calcium sulphonate / synthetic PAO oil / mineral oil | 1-2 | 80 | • |
| LGEM 2 | Lithium soap / mineral oil | 2 | 500 | • |
| LGEV 2 | Lithium-calcium soap / mineral oil | 2 | 1020 | • |
| LGHB 2 | Complex calcium sulphonate / mineral oil | 2 | 425 | • |
| LGHP 2 | Di-urea / mineral oil | 2-3 | 96 | + |
| LGED 2 | PTFE / synthetic fluorinated polyether oil | 2 | 460 | • |
เลือกเบอร์จารบีจาก: สภาพแวดล้อมและวิธีการทำงานของเครื่องจักรของคุณ
| จารบี SKF | วงแหวนวงนอกหมุนด้วยความเร็ว | ทำงานแบบส่ายไปมา | แรงสั่นสะเทือนสูง | แรงกระแทกเป็นจังหวะหรือต้องติด ๆ ดับ ๆครื่องจักรบ่อย | สามารถป้องกันสนิม |
|---|---|---|---|---|---|
| LGMT 2 | + | + | |||
| LGMT 3 | • | + | • | ||
| LGEP 2 | • | + | + | + | |
| LGWA 2 | • | • | • | + | + |
| LGGB 2 | + | + | + | • | |
| LGFP 2 | + | ||||
| LGFQ 2 | • | + | + | + | + |
| LGBB 2 | + | + | + | + | |
| LGLT 2 | • | • | |||
| LGWM 1 | + | + | + | ||
| LGWM 2 | • | + | + | + | + |
| LGEM 2 | + | + | + | + | |
| LGEV 2 | + | + | + | + | |
| LGHB 2 | + | + | + | + | + |
| LGHP 2 | • | • | + | ||
| LGED 2 | • | + | • | • | • |
| LGET 2 | + | + | • | • | • |
สรุป
การเลือกใช้จารบีให้ถูกต้องเป็นอีก 1 สิ่งที่สำคัญที่สุดในการยืดอายุการใช้งานของตัวตลับลูกปืนและระบบส่งกำลังของเครื่องจักร ถ้าหากคุณมีคำถามสงสัยเพิ่มเติม สามารถโทรหรือไลน์เข้ามาสอบถามเราได้ที่ โทร: 02-639-4222 ไลน์ไอดี: @tms1987
ตารางเทียบสายพาน "ญี่ปุ่น(JIS) - SKF" (ล่าสุด 2026)

👉🏻ดาวน์โหลด ตารางเทียบสายพานที่นี่: ตารางเทียบสายพาน-skf-jis-belt-chart
การเทียบสายพานญี่ปุ่นทั่วๆไปด้วยกันไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อ Bando หรือ Mitsuboshi ที่ทุกคนคุ้นเคยกันอาจจะเป็นเรื่องง่าย เพราะเราสามารถสั่งซื้อสายพานได้โดยใช้เลขเดียวกันตรงๆ เลย เช่นถ้าจะสั่งซื้อสายพาน Bando A40 แต่เดิมทีเคยใช้สายพาน Mitsuboshi A40 อยู่แล้ว การนำสายพานยี่ปุ่นมาใช้แทนกันนั้นสามารถทำได้ทันที
เพราะสายพานญี่ปุ่นนั้นใช้มาตราฐาน JIS หรือเป็นมาตราฐานเบอร์ของสายพานญี่ปุ่นทั่วๆไป
อย่างไรก็ตามถ้าคุณไปสั่งซื้อสายพาน SKF ในเบอร์เดียวกันเช่น เดิมทีใช้สายพาน Bando A40 แต่ไปสั่งซื้อสายพาน SKF PHG A40 ละก็ คุณจะพบปัญหาว่าความยาวของสายพานนั้นมันไม่เท่ากัน
เทียบสายพาน: ด้านความสูงและความกว้าง SKF-JIS
จริงๆแล้วขนาดความสูงและความกว้างของสายพาน SKF และ JIS นั้นมีขนาดที่เท่ากันตามมาตราฐานขนาดร่อง (M A B C D)
เช่นถ้าเทียบระหว่างสายพาน Bando A40 กับสายพาน SKF PHG A40 ถ้าสองเส้นจะมีขนาดความสูงและกว้างตามมาตราฐานขนาดสายพานไซส์ A อยู่แล้ว ดังนั้นในส่วนนี้ไม่มีปัญหาครับ ถ้าคุณใช้สายพานร่อง A อยู่แล้วการเปลี่ยนมาเป็น SKF นั้นคุณสามารถสั่งซื้อสายพานร่อง A และใช้ได้ทันที
เทียบสายพาน: ด้านความยาว SKF-JIS
อย่างไรก็ตามความยาวของสายพานหรือ Pitch Length ของมาตราฐาน SKF และของมาตราฐาน JIS นั้นใช้วิธีการวัดที่ไม่เหมือนกัน
โดยที่ถ้าดูจากรูปด้านบนนี้: ความยาวของสายพานของ SKF นั้นใช้การวัดจากแกนกลางของสายพาน แต่ความยาวสายพานของสายพานมาตราฐานญี่ปุ่นนั้นใช้การวัดจากส่วนหลังของสายพาน
ความแตกต่างระหว่างเบอร์สายพานระหว่าง SKF-JIS
ดังนั้นเบอร์ที่อยู่บนรหัสของสายจึงมีความแตกต่างกัน คุณจึงไม่สามารถที่จะนำ SKF PHG A40 มาทดแทนใช้กับ Bando A40 ได้ตรงๆเพราะสายพาน SKF นั้นวัดจากข้างแกนกลางของตัวสายพาน เบอร์สายพานที่ของ SKF จะเทียบได้กับ Bando A40 นั้นก็คือ SKF PHG A39 ซึ่งจะมีขนาดความยาวใกล้เคียงกันมากๆ และสามารถนำมาใช้ทดแทนกันได้
ดาวน์โหลด ตารางเทียบสายพานที่นี่: ตารางเทียบสายพาน-skf-jis-belt-chart
9 ข้อ... วิธีการเลือกชนิดตลับลูกปืนให้เข้ากับเครื่องจักรของคุณ
คุณเคยรู้สึกสงสัยไหมครับว่าทำไมตลับลูกปืนจึงมีหลายชนิดและลักษณะที่แตกต่างกันไป แล้วคุณจะต้องเลือกตลับลูกปืนชนิดไหนเพื่อให้เหมาะสมกับงานและเครื่องจักรของคุณ
ตลับลูกปืนหรือแบริ่ง (Bearing) เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นตลับวงแหวน ภายในบรรจุด้วยเม็ดลูกกลิ้งเหล็ก มีหน้าที่เพื่อลดแรงเสียดทานและแรงกระแทกระหว่างเครื่องจักรและเพลา ตลับลูกปืนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและอายุการใช้งานให้แก่เครื่องจักร เหมือนดั่งรถที่วิ่งอยู่บนถนนโดยมีล้อเป็นตัวนำพาให้ยานพาหนะเคลื่อนที่ได้โดยง่าย ดังนั้นตลับลูกปืนจึงมีความสำคัญต่อเครื่องจักรเป็นอย่างมาก
ตลับลูกปืนนั้นมีประเภทและรูปแบบที่แตกต่างกันไปทั้งตัวตลับวงแหวนและลูกเหล็กภายใน ยกตัวอย่างแค่ลูกเหล็กภายในก็มีหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแบบเม็ดกลม เม็ดกระบอก หรือเม็ดเรียว สามารถมีแถวเดียว หรือสองแถวก็ได้
แต่ละประเภทและรูปแบบของตลับลูกปืนมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป มีความเหมาะสมของงานและเครื่องจักรที่ไม่เหมือนกัน เหมือนกับการเลือกล้อรถบรรทุกที่มีขนาดใหญ่หลายแถวเพื่อรองรับน้ำหนักที่มากแต่ทำความเร็วได้ต่ำ เทียบกับล้อรถมอเตอร์ไซทที่มีขนาดเล็กแถวเดียวเพื่อรองรับน้ำหนักที่น้อยแต่ทำความเร็วได้สูง ดังนั้นก่อนที่จะพิจารณาว่าเราควรเลือกใช้ตลับลูกปืนชนิดไหนให้เหมาะกับเครื่องจักร เราควรจะรู้ถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อประสิทธิภาพของตลับลูกปืนเสียก่อน
9 ข้อ กับวิธีเลือกชนิดตลับลูกปืนให้เข้ากับเครื่องจักรของคุณ
1. การรับแรงของตลับลูกปืนในแนวรัศมี
แรงที่มากระทบกับลูกปืนในแนวรัศมี หรือ Radial load เป็นแรงที่มากระทบกับลูกปืนที่ไม่ว่ามาจากน้ำหนักของตัวเพลาเองหรือน้ำหนักของสิ่งที่เพลากำลังรั่งไว้ หรือแรงที่มากระทบโดยรอบ ยกตัวอย่างเช่นเครื่องบดขนาดใหญ่ ที่ต้องรับทั้งน้ำหนักเพลา และแรงกดกจากการบด
เราต้องรู้ก่อนว่าเครื่องจักรของเรามีการรับน้ำหนักหรือมีแรงกระทบเยอะแค่ไหน เช่นถ้าหากเครื่องจักรของเรามีแรงกระทบมากในแนวรัศมี เราอาจจะเลือกใช้ตลับลูกปืนเม็ดหมอน เช่น เม็ดโค้งสองแถวหรือเม็ดทรงกระบอกเป็นต้น ซึ่งมีความสามารถในการรองรับแรงกดในแนวรัศมีที่มีปริมาณมากได้
2. การรับแรงรุนของตลับลูกปืนในแนวแกน
แรงที่มากระทบกับลูกปืนในแนวแกน หรือ Axial load เป็นแรงที่มากระทบในแนวแกนที่มีการเข้าและออกของเพลาในเครื่องจักร ยกตัวอย่างเครื่องจักรที่มีใบพัดอย่าง Blower เครื่องจักรประเภทนี้จะมีใบพัดที่คอยดึงหรือดันหรือเป็นการออกแรงในแนวแกนต่อตลับลูกปืนอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเรารู้แล้วว่าตลับลูกปืนของเราจะต้องรับแรงในแนวแกนที่มาก เราก็จะสามารถเลือกชนิดของตลับลูกปืนเพื่อให้เหมาะกับเครื่องจักรของเรา โดยเฉพาะตลับลูกปืนเม็ดกลมสัมผัสเชิงมุม เม็ดโค้งกันรุน และเม็ดเรียว ที่สามารถรับแรงรุนในแนวแกนที่สูงได้
3. ความเร็วรอบของเครื่องจักร
นอกจากการรับน้ำหนักและแรงรอบด้านแล้ว ในบางกรณีตลับลูกปืนนั้นอาจจะต้องทนทานต่อความเร็วที่เกิดขึ้นจากการหมุนของเครื่องจักรด้วย
หากเลือกใช้ตลับลูกปืนไม่เหมาะสมโดยเฉพาะกับเครื่องจักรที่มีอัตราหมุนเร็ว ก็จะเกิดการเสียดสีภายในระหว่างเม็ดลูกกลิ้งและตลับวงแหวน ทำให้เกิดการสึกและลดอายุการใช้งานของตลับลูกปืน
ดังนั้นความเร็วรอบของเครื่องจักรถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรคำนึงถึงในการเลือกชนิดของตลับลูกปืน
ตลับลูกปืนแต่ละชนิดสามารถรองรับความเร็วรอบได้แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพื้นผิวสัมผัสของเม็ดลูกกลิ้งและตลับวงแหวน เม็ดลูกกลิ้งที่มีลักษณะเป็นเม็ดกลมจะมีพื้นผิวสัมผัสที่น้อย เหมาะกับงานที่ต้องใช้ความเร็วสูง ต่างก้บเม็ดลูกกลิ้งที่มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกจะมีพื้นผิวสัมผัสที่มาก ไม่เหมาะสมกับงานที่ต้องใช้ความเร็ว แต่พื้นที่ผิวที่มากทำให้เม็ดรูปทรงกระบอกหรือเม็ดหมอนสามารถกระจายแรงโดยเฉพาะแรงในแนวรัศมีได้ดี เหมาะกับงานที่ต้องรับแรงโหลดเยอะ ได้อย่างก็ต้องเสียอย่างเป็นธรรมดา
4. ความร้อนของเครื่องจักร
ความร้อนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรคำนึงถึงไม่ว่าจะจากเกิดจากตัวเครื่องจักรเอง เช่นความร้อนที่เกิดขึ้นจากแรงเสียดสีภายใน หรือตำแหน่งของเครื่องจักรที่ใกล้กับวัตถุที่มีความร้อน เช่นเตาหรือหม้อต้ม ความร้อนเหล่านี้จะทำให้เหล็กขยายตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวเม็ดลูกกลิ้งเองก็ตาม หรือวงแหวนเหล็กภายนอกก็ตาม ทำให้เกิดการบีบอัดและเพิ่มแรงเสียดสีมากขึ้น ดังนั้นความร้อนจะส่งผลให้ตลับลูกปืนเสื่อมสภาพได้อย่างรวดเร็ว หากเลือกชนิดที่ไม่เหมาะสมนั้นเอง
นอกจากชนิดของเหล็กที่การอัตราการขยายตัวที่ไม่เท่ากันแล้ว ค่าช่องว่างเผื่อภายในตลับลูกปืน หรือ Clearance ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยลดแรงเสียดสีภายในเมื่อเหล็กขยายตัว
กรณีศึกษา: ตลับลูกปืนทนความร้อน
มีลูกค้ารายนึงของเราเป็นโรงงานผลิตน็อต ตัวน็อตจำเป็นต้องวิ่งผ่านเตาอบซึ่งรองด้วยสายพานลำเลียง เหตุการณ์มีอยู่ว่าตลับลูกปืนที่มีหน้าที่รองรับน้ำหนักของตัวน็อตและสายพานลำเลียงเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว
ใช้เพียงแค่ 2 อาทิตย์ก็พังซะแล้ว ดังนั้นเราจึงเข้าไปชี้แนะและแก้ปัญหาให้กับลูกค้าท่านนี้ โดยการเปลี่ยนตลับลูกปืนเป็นแบบตลับลูกปืนทนความร้อนสูง ซึ่งการใช้งานของตลับลูกปืนเพิ่มจาก 2 อาทิตย์ เป็น 10 เดือนกว่า
คุณโรงงานผลิตน็อตได้ประหยัดค่าแรงพนักงานที่ใช้ในการเปลี่ยนตัวน็อตได้ถึง 20 เท่า และยังสามารถดำเนินเครื่องจักรแบบไม่ติดขัด ซึ่งส่งผลให้ไม่มีการ Breakdown ของเครื่องจักรตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา
ดังนั้นหากคุณมีข้อสงสัย ข้อสอบถาม ทางเรายินดีให้ส่งทีมวิศวะของเราเข้าไปดูแลคุณ และสามารถให้คำแนะนำได้ เพื่อให้ต้นทุนโดยรวมของคุณต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
5. เนื้อที่การจัดวางและปฏิบัติ
ในบางครั้งการจัดวางของเพลาและเครื่องจักรอยู่ในตำแหน่งที่ถอดประกอบได้ยาก อาจไม่สะดวกในการติดตั้งเนื่องด้วยพื้นที่ที่จำกัด หรือเพลาที่มีขนาดยาวไม่เหมาะแก่การถอดตลับลูกปืนออกมา อาจจะต้องมีการปรับเปลื่ยน ลื้อ หรือย้ายหลาย ๆ อย่างจนวุ่นวายไปหมด สร้างความกังวลใจให้แก่ผู้ติดตั้งและถอดประกอบ เพราะการจะเปลี่ยนแปลงหรือจัดสันหาเนื้อที่เพิ่มอาจจะเป็นไปได้ยาก
กรณีศึกษา: ตลับลูกปืนแบบแยกชิ้นประกอบ (Split Bearing)
จากลูกค้าของเราที่ประสบปัญหานี้ ลูกค้าไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนตลับลูกปืนในจุดที่คับแคบเกินไปได้ เราจึงนำเสนอ Solution ที่แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้โดยการใช้ Split Bearing หรือตลับลูกปืนที่สามารถแยกชิ้นส่วนได้ ลูกค้าสามารถนำไปประกอบทีละท่อนได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องถอดชิ้นส่วนหลาย ๆ อย่างออกมา เมื่อประกอบเสร็จก็โดนล็อกไว้อย่างแน่นหนาใช้ได้ไปอีกนานเลยทีเดียว
6. ความสำคัญของเครื่องจักร
อีกหนึ่งปัจจัยที่ขาดไม่ได้เลยคือความสำคัญของเครื่องจักร เพราะบางทีคุณก็คงไม่อยากเพิ่มต้นทุนกับอะไรที่เกินความจำเป็น เครื่องจักรบางประเภท ผู้ประกอบการไม่มีปัญหาในการรอซ้อมติดตั้งใหม่ และสามารถเปลี่ยนหรือทดแทนได้ง่าย
ยกตัวอย่างเครื่องจักรที่มีความสำคัญน้อย คือเครื่องจักรที่ใช้งานไม่หนัก ไม่ต้องใช้ความแม่นยำ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่รุนแรงมากนัก เช่นเครื่องจักรทางการเกษตร เครื่องจักรทอผ้า หรือเครื่องจักรบรรจุขนาดเล็ก
Y-Bearing หรือตลับลูกปืนตุ๊กตา เหมาะกับชิ้นงานที่มีลักษณะไม่สำคัญมากและหรือต้องการความสะดวกสบายในการถอดประกอบ ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า และเหมาะแก่งานที่ไม่หนักมาก
7. ความคงที่ของพื้นที่ตั้งเครื่องจักร
ความคงที่ของพื้นที่ หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Rigidity
คุณอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ แล้วความคงที่จะมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับการเลือกใช้ตลับลูกปืน
เกี่ยวแน่นอนครับ ถ้าพื้นที่การจัดวางของเครื่องจักรของเราไม่มีความแข็งแกร่งหรือมีความยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเกิดจากฐานรองที่ไม่แข็งแรง แผ่นรองเครื่องจักรที่ไม่แข็งแรง หรือพื้นดินทรุดลง อาจจะก่อให้เกิดการเยื้องแนวได้
เพราะถ้ามีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นกับจุดที่เครื่องจักรตั้ง ตลับลูกปืนของเราจะถูกบดบี้ด้วยการทำงานแบบ Misalignment (หรือค่าความคลาดเคลื่อนขององศาในการติดตั้ง หรือก็คือการติดตั้งแบบไม่ตรงศูนย์นั้นเอง)
ตลับลูกปืนจะมีผลกระทบอย่างแรงและทำให้ลูกปืนเสียหายได้ง่าย ดังนั้นถ้าคุณคิดว่าพื้นที่ฐานรองเครื่องจักรของคุณไม่นิ่ง เราแนะนำให้เลือกใช้ตลับลูกปืนที่สามารถให้ตัวได้ เช่นตลับลูกปืนเม็ดโค้งสองแถว หรือตลับลูกปืน Self-Aligning Ball Bearing ซึ่งมีคุณสมบัติรองรับการเยื้องแนวหรือแอ่นตัวของเพลาโดยไม่กระทบต่อการหมุมของตลับลูกปืน
8. ความไม่สม่ำเสมอของแรงที่มากระทบ
เครื่องจักรบางตัวอย่าง Crusher ที่ต้องคอยบดชิ้นส่วนวัตถุที่วนเวียนเข้ามา ทำให้มีแรงกระทบต่อตลับลูกปืนที่ไม่สม่ำเสมอและไม่เป็นจังหวะ ส่งผลให้ตลับลูกปืนสึกหรอและมีโอกาสทำให้เกิดการเยื้องแนวของตลับลูกปืนได้
ดังนั้นการเลือกตลับลูกธรรมดาๆ อาจจะส่งผลให้เครื่องจักรพังอย่างรวดเร็วก็เป็นได้
เช่นถ้าหากว่าเราเลือกตลับลูกปืนเม็ดกลมในงานจำพวกแบบนี้ (ซึ่งไม่เหมาะสม) ตลับลูกปืนเม็ดกลมใช้เม็ดลูกกลิ้งกลมๆที่มีผิวสัมพัสเป็นจุดโฟกัสอยู่จุดเดียว ดังนั้นเวลาเกิดการกระแทกอย่างไม่เป็นจังหวะอาจจะทำให้ผิวรางวิ่งของตลับลูกปืนสึกหรออย่างรวดเร็วมากกว่าการใช้ตลับลูกปืนชนิดอื่นเป็นต้น
ในกรณีแบบนี้เราจึงแนะนำให้ใช้ตลับลูกปืนที่มีเม็ดลูกกลิ้งลักษณะเม็ดหมอนที่สามารถรับการเยื้องแนวได้เพื่อกระจายแรงสัมผัสออกผ่านพื้นผิวที่มากขึ้นและยังรับการเยื้องแนวได้อีกด้วย เช่น ตลับลูกปืนเม็ดโค้งสองแถวปรับแนวได้ Spherical Roller Bearing อาจจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
9. สภาพแวดล้อม
เครื่องจักรของคุณอยู่ในจุดที่เปิดรับฝุ่นละอองหรือความชื้นเยอะขนาดไหน?
ตลับลูกปืนเม็ดกลมที่ใช้กันแพร่หลายนั้น มีฝาปิดเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นหรือละอองเข้ามาในรางวิ่งของตลับลูกปืน เรามีฝาทั้งสองแบบคือแบบฝายางและแบบฝาเหล็ก
ถ้าหากฝุ่นเยอะละอองเยอะ คุณก็อาจจะต้องเลือกใช้ตลับลูกปืนที่มีฝาแบบเหล็กมาปิด
แต่ถ้าหากคุณอยากปกป้องตลับลูกปืนคุณให้ยาวนานขึ้นไปอีก โดยที่เครื่องจักรคุณไม่ได้ใช้ความเร็วรอบจัดจนเกินไป บางทีเราอาจจะแนะนำเป็นตลับลูกปืนที่เป็นฝายางให้คุณก็เป็นได้
สรุป
9 ข้อสั้นๆ จำง่ายๆ ไม่ต้องจำก็ได้นะ โทรเข้ามาถามเราได้เลย
- การรับแรงของตลับลูกปืนในแนวรัศมี
- การรับแรงรุนของตลับลูกปืนในแนวแกน
- ความเร็วรอบของเครื่องจักร
- ความร้อนของเครื่องจักร
- เนื้อที่การจัดวางและปฏิบัติ
- ความสำคัญของเครื่องจักร
- ความคงที่ของพื้นที่ตั้งเครื่องจักร
- ความไม่สม่ำเสมอของแรงที่มากระทบ
- สภาพแวดล้อม
ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย! เรามีทีมวิศวะพร้อมที่จะคอยให้คำตอบและคำแนะนำคุณและแก้ปัญหาให้คุณเพื่อลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนโดยรวมของคุณ
"เครื่องจักรพัง ตลับลูกปืนแตก": 5 ปัญหาใหญ่ที่คุณคาดไม่ถึง
“ตลับลูกปืนแตกอีกละ ซื้อก็บ่อย ถอดก็ยาก ติดตั้งก็ยาก เบอร์อะไรเยอะแยะไปหมด ปวดหัว.. ยี่ห้อนี้ใช้ไม่ดีเลย แพงก็แพง” คงได้ยินกันจนชินว่าตลับลูกปืนในเครื่องจักรแตกอีกแล้ว ทำให้เครื่องจักรหยุดทำงาน ยี่ห้อไหนๆ ก็เหมือนๆกัน
ไม่จริง! SKF ไม่เหมือนใคร
หลายๆท่านคงเห็นว่า SKF ใช้ 3 อาทิตย์พัง ใช้ยี่ห้อญี่ปุ่น 2 อาทิตย์พัง ยั่งงี้ใช้ยี่ห้อญี่ปุ่นดีกว่าถูกกว่าตั้งเยอะ
จริงครับ ในกรณีที่เราปฏิบัติไม่ถูกต้อง 100% ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหนก็พังเหมือนกันหมด แต่ถ้าหากว่าเราแก้ปัญหาจากต้นเหตุได้ดีทั้งหมดผมบอกตรงๆเลย SKF โหดกว่ายี่ห้ออื่นเป็นอย่างแน่นอนครับ
ตลับลูกปืนเหมือนเป็นหัวใจสำคัญของเครื่องจักรเพราะว่าตลับลูกปืนตัวที่บ่งบอกถึงอายุการใช้งานของเครื่องจักร เพียงเหตุผลง่ายๆ เพราะว่าตลับลูกปืนนั้นเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุดในเครื่องจักรส่วนใหญ่
ทำไมตลับลูกปืนถึงแตกง่ายจัง มันเป็นหัวใจของเครื่องจักรอย่างไรละ?
ตลับลูกปืนเป็นจุดที่ประคองให้จุดหมุนเคลื่อนไหวและจุดนิ่งอยู่ด้วยกัน มันมีหน้าที่คือลดแรงเสียดทานลง (Friction) รวมถึงการรับแรง (Load) ดังนั้นตลับลูกปืนถือว่าเป็นจุดของเครื่องจักรที่อ่อนไหว และโดนทำร้ายมากที่สุดถ้ามีอะไรผิดปกติ
5 ปัญหาใหญ่ๆ ที่ทำให้ตลับลูกปืนในเครื่องจักรของคุณแตกก่อนวัยอันควร
1. การเสียหายที่เกิดจากความล้า (Mechanical Fatigue 25.5%)
ความเสียหายที่เกิดจากความล้านั้นแปลง่ายๆคือเหมือนคนเรา เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในตลับลูกปืนการที่มันโดนสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งาน พอถูกใช้ไปมันก็ต้องเสื่อมสภาพตามอายุงานและสุดท้ายก็พังไปตามธรรมดา
การที่เราสามารถลดความเสียหายที่ไม่จำเป็นหรือการจากไปของตลับลูกปืนก่อนวัยอันควรนั้นจะลดต้นทุนของการเป็นเจ้าของเครื่องจักรได้อย่างมหาศาล จาก 25.5% โดยเฉลี่ยให้เราลองคิดเล่นๆ ดูว่าถ้าเราเพิ่มความเสียหายที่เกิดจากความหล้าธรรมาชาติเป็น 100% ละก็ ต่อปีเราจะสามารถลดค่าใช้จ่ายของตลับลูกปืนโดยรวมได้เท่าไหร่
โดยสรุป
- มีเพียงแค่ 25.5% ของลูกปืนในเครื่องจักรเท่านั้นที่เสียหายโดยธรรมชาติ อีก 74.5% เสียหายโดยที่เป็นข้อผิดพลาดจากผู้ใช้งานโดยตรง
2. การเก็บรักษาในคลังและการเคลื่อนย้ายของตลับลูกปืน (Storing and Handling 2.8%)
การเก็บรักษาและการเคลื่อนย้ายอาจจะไม่ใช่ประเด็นใหญ่ในวงการตลับลูกปืนซักเท่าไหร่ถ้าดูจากโอกาศการเกิด (เป็นเพียงแค่ 2.8%) อย่างไรก็ตามถ้าหากว่าทางโรงงานของคุณเก็บรักษาหรือเคลื่อนย้ายตลับลูกปืนไม่ดีหรือไม่ถูกต้อง อาจจะทำให้ตลับลูกปืนเสียหายรวดเร็วมากๆ
การสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นใกล้ๆ คลังเก็บตลับลูกปืน
การเก็บตลับลูกปืนในที่ที่ไม่คงที่ มีการสั่นสะเทือนตลอดเวลา เช่นถ้าคลังสินค้าตลับลูกปืนอยู่ใกล้เครื่องจักรใหญ่ๆที่มีแรงสั่นสะเทือนแรงๆ เป็นจังหวะๆ อาจจะทำให้ตลับลูกปืนที่นอนอยู่ในคลังเฉยๆ ได้รับแรงสั่นสะเทือนตามไปด้วยและมีโอกาศเกิดความเสียหายสูง
การเก็บตลับลูกปืนหรือจารบีนานจนเกินอายุ
หลายคนคงสงสัยว่า เอ้ย เก็บตลับลูกปืนนานเกินไปจะพังได้ยังไง ตลับลูกปืนเป็นเหล็กนะ
ตลับลูกปืนส่วนใหญ่จะถูกเคลือบด้วยน้ำยาป้องกันสนิมหรือสารหล่อลื่นมาจากโรงงาน การที่เรากักเก็บตลับลูกปืนนานจนเกินไป อาจจะทำให้สารป้องกันสนิมเสื่อมสภาพและเกาะเป็นคราบตามตลับลูกปืนหรือไม่สามารถทำหน้าที่กันสนิมได้ดีเหมือนเคย และอาจจะส่งผลให้ตลับลูกมีอายุการใช้งานที่สั้นลง
การขนย้ายตลับลูกปืน
การขนย้ายตลับลูกปืนก็เป็นผลอย่างมาก เพราะในบางอุตสหกรรมหรือคลังเก็บสินค้า มีสินค้ามากมาย และด้วยพนักงานที่เข้าใจว่าตลับลูกปืนนั้นเป็นเหล็ก คงไม่เกิดความเสียหาย หากต้องโยนตลับลูกปืนไปมา
ความที่ไม่รู้ว่ารหัสตลับลูกปืนสื่อถึงอะไร
และบางทีนายช่างจักรกลในโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่รู้วิธีการอ่านหรือแกะรหัสตลับลูกปืน จึงใช้วิธีแกะกล่องและฉีกซองตลับลูกปืนออกมาเพื่อใช้เวอร์เนียวัด โดยการใช้เวอร์เนียวัดที่ตลับลูกปืนโดยตรงเนื่องจากไม่รู้วิธีการแกะรหัสตลับลูกปืน นี่แหละครับทำให้มีโอกาสเกิดสนิมและมีฝุ่นปะปนในรางวิ่งของตลับลูกปืน และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรวดเร็วเมื่อนำตลับลูกปืนมาใช้จริงๆ
โดยสรุป
- การเก็บรักษาไม่ดี
- การขนย้ายไม่ดี หรือรุนแรง
- วิธีการวางตลับลูกปืนควรวางแนวนอน
- แกะออกจากห่อโดยที่ไม่ได้นำไปใช้ทันที
3. ฝุ่นน้ำหรือสสารเจือปน (Contamination 19.9%)
ในบางโรงงานอุตสาหกรรมอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะป้องกันสิ่งเจือปนเนื่องจากมีฝุ่นผงฟุ่งทั่วลายน์การผลิต เช่น โรงงานแป้ง เป็นต้นและในโรงงานกระดาษหนึ่งในขบวนการในลายน์ผลิตมีการฉีดน้ำซึ่งเป็นประเด็นทำให้มีโอกาศทำให้ตลับลูกปืนเจือปนกับน้ำได้ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับตลับลูกปืนอย่างรุนแรง
ในบางกรณีบางท่านอาจพบสนิมที่เกิดจากความชื่นทั้งๆที่ในบริเวรที่ปฏิบัติงานไม่มีโอกาศที่ตลับลูกปืนจะโดนน้ำเลยแม้แต่น้อย เหตุการณ์แบบนี้อาจจะเกิดขึ้นเมื่อตลับลูกปืนหยุดทำงานเป็นเวลานาน ความชื้นในอากาศจึงเข้าไปแทรกตัว ดังนั้นการหยุดเครื่องจักรเป็นเวลานานควรตรวจสอบสภาพเครื่องจักรอีกครั้งหนึ่งก่อนจะดำเนินงานใช้เครื่องจักรใหม่อีกครั้ง
แต่ในกรณีที่เราสามารถป้องกันได้คือเช่นในขณะประกอบตลับลูกปืน ถ้าหากว่าเรารักษาความสะอาดของสภาพแวดล้อมได้ดี และใช้อุปกรณ์ที่สะอาดในการปฏิบัติงานก็สามารถป้องกันการเจือปนได้ระดับนึงแล้ว
โดยสรุป
- ไม่ดูแลรักษาความสะอาด
- ด้วยความที่ไม่รู้ ผู้ใช้อาจจะแกะฝาออกจากตัวตลับลูกปืนเพื่อเติมจารบีจนทำให้ซีลตลับลูกปืนได้รับความเสียหาย
- ใช้ตลับลูกปืนหรือระบบป้องกันการรั่วซรึมที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม
4. การประกอบติดตั้งตลับลูกปืนที่ไม่ถูกต้อง (Bearing Mounting 17.7%)
การประกอบตลับลูกปืนด้วยอุปกรณ์ที่เหมาะสม
การประกอบติดตั้งหรือถอดตลับลูกปืนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นายช่างในโรงงานอุตสากรรมส่วนใหญ่มักหาอุปกรณ์ใกล้ตัวมาใช้เพื่อทำการประกอบตลับลูกปืน บางท่านใช้ฆ้อนทุบไปที่ตลับลูกปืนโดยตรงเพื่ออัดตลับลูกปืนเข้าไปในเพลา
การตอกตลับลูกปืนโดยตรงด้วยฆ้อนนั้นสร้างความเสียหายกับตลับลูกปืนอย่างรุนแรงเนื่องจากเป็นการกระแทกตลับลูกปืนอย่างรุนแรง
พิกัดงานสวมตลับลูกปืน
นอกเหนือจากการประกอบแล้วก็ยังมีเรื่องพิกัดงานสวมอีก (Fit & Tolerance) การสวมใส่ตลับลูกปืนเข้ากับเพลานั้นต้องไม่แน่นเกินไปและไม่หลวมจนเกินไป
การตั้งศูญย์ตลับลูกปืนและเสื้อระหว่างการประกอบ
รวมไปถึงการจัดวางศูญย์ตลับลูกปืนโดยใช้อุปกรณ์การจัดศูญย์ที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ได้ใช้อุปกรณ์ใดๆ เข้าไปช่วยจัดศูญย์เลย ส่งผลให้เกิดการเยื้องแนว หรือ Misalignment ซึ่งจะส่งผลให้ตลับลูกปืนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
การใช้ตลับลูกปืนในบทบาทที่ผิดๆ (ข้าง Free และข้าง Fixed)
การจัดวางตลับลูกปืนนั้น ควรจะมีข้างใดข้างนึงที่ปล่อยให้ตลับลูกปืนสามารถขยับตัวได้ เพราะในขณะที่เพลากำลังหมุนด้วยความเร็วสูง เพลาจะเกิดความร้อนและขยายตัวโดยธรรมชาติ ทำให้ตลับลูกปืนมีความจำเป็นต้องดันตัวเองออกด้านข้าง หากเราวางตลับลูกปืนที่ไม่สามารถให้ตัวได้ในแนวแกน ตลับลูกปืนจะเกิดความเค้นออกด้านข้าง และเสียหายอย่างรวดเร็ว
โดยสรุป
- การประกอบตลับลูกปืนโดยไม่ใช้อุปกรณ์ที่ปลอดภัยและถูกต้อง
- ไม่ดูพิกัดงานสวมให้ดี และกลึงเพลาในขนาดที่ไม่เหมาะสมกับตลับลูกปืน
- ประกอบตลับลูกปืนโดยไม่ใช้อุปกรณ์วัดศูญย์หรือทำอย่างผิดๆ
- จัดวางตลับลูกปืนไม่เหมาะสม (ข้าง Fixed - ข้าง Free)
5. การใช้หรือเติมสารหล่อลื่นไม่ถูกต้อง (Lubrication 34.4%)
ไม่ว่าจะเป็นการเติมสารหล่อลื่นที่ไม่ถูกประเภท หรือการเติมสารหล่อลื่นมากเกินไป หรือน้อยเกินไป ก็ส่งผลให้ตลับลูกปืนมีความเสียหายทั้งหมด
เติมสารหล่อลื่อในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไป
โดยปกติช่างจักรกลในโรงงานอุตสาหกรรมนั้น มักใช้สโลแกนนึงในการเติมสารหล่อลื่นคือ “ไม่ปลิ้นไม่เลิก” คือการที่ใช้ที่อัดฉีดสารหล่อลื่นจนฉีดเข้าไปที่ในเสื้อตลับลูกปืนจนกว่าจะมีสารหล่อลื่นปลิ้นออกมาจากตัวเสื้อของตลับลูกปืน หารู้ไม่ว่าเมื่อเติมสารหล่อลื่นมากจนเกินไปก็จะทำให้ตลับลูกปืนร้อนเกินไปในขณะทำงานและไม่สามารถขยับตัวได้ดีเนื่องจากมันเบียดกันมากเกินไป อย่างไรก็ตามเมื่อเติมสารหล่อลื่นน้อยเกินไปก็เกิดการเสียดสีของเหล็กกับเหล็ก (Metal to metal contact) เนื่องจากมีสารหล่อลื่นไม่เพียงพอ
เติมชนิดของสารหล่อลื่นที่ไม่เหมาะสมกับงาน
โรงงานอุตสหกรรมส่วนใหญ่จะซื้อจารบีประเภทเดียวที่ใช้กับทุกงาน
ในบางกรณี ตลับลูกปืนทำงานอยู่ภายใต้ความร้อนจัด สารหล่อลื่นธรรมดาๆ ไม่สามารถรับไว้ได้ จึงทำให้สารหล่อลื่นมีความเหลวมากขึ้น และไม่สามารถเกาะตัวอยู่กับรางวิ่งได้เพียงพอ
หรือในบางกรณีในงานที่ตัวตลับลูกปืนต้องรับแรงสูง (High Load) จารบีปกติจะไม่สามารถรับแรงกดทับได้สูงมากนัก ทำให้ตัวจารบีปลิ้นออกมาจากตลับลูกปืนจนหมด จนเกิดภาวะขาดสารหล่อลื่น และเสียหายในที่สุด
โดยสรุป
- เติมสารหล่อลื่นมากจนเกินไป
- เติมสารหล่อลื่นน้อยจนเกินไป
- ไม่ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะ
สรุป
ทั้งหมด 5 ปัญหานี้เป็นเพียงสาเหตุของความเสียหายแบบภาพใหญ่ๆ ถ้าท่านใดอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมหรือข้อมูลเชิงลึก ท่านสามารถโทรมาติดต่อสอบถามเราได้ที่ บริษัท เตียวโม่วเส็ง จำกัด 02-639-4222
สุดท้ายนี้เรามีคำถามให้คุณลองสังเกตเล่นๆระหว่างปฏิบัติงาน ลองตั้งคำถามกับตัวเองดูจากคำถามต่อไปนี้:
- ตลับลูกปืนในเครื่องจักรของคุณเสียเร็วไปหรือปล่าว ? เร็วแค่ไหน? 3 อาทิตย์ ? 2 เดือน ?
- คุณคิดว่าสาเหตุของความเสียหายนั้นตกอยู่ในข้อใด ?
- คุณมีวิธีแก้ไขปัญหาอย่างไร ?
ถ้าหากคุณสนใจวิธีการ ลดต้นทุนโดยรวมของการเป็นเจ้าของเครื่องจักร โดยการเสริมความรู้ด้านตลับลูกปืน เครื่องส่งกำลัง สารหล่อลื่น หรือ อุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ คุณสามารถติดตามข่าวสารสาระความรู้สนุกๆ แอดไลน์เราเข้ามาได้ที่ @tms1987





























































































